ฉบับที่ ๐๖๒ พฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

รัก พ.ศ. ๑๐๐

วิลาศินี

(เริ่มลงตั้งแต่ฉบับที่ ๔๖ http://dungtrin.com/mag/?46.fiction)

ภาคที่สอง
หลังสังคายนา

บทที่หนึ่ง

เสร็จสิ้นจากภารกิจดูแลมหาวิหาร ภาวิณีถูกเรียกตัวเข้ามาในพระราชวังตามกระแสรับสั่งของเจ้าหญิง โดยมีนางสนมนำพาไปถึงท้ายอุทยานที่พระธิดาจันทราวตีประทับอยู่เพียงลำพัง เมื่อภาวิณีไปถึงจึงได้พบ เจ้าหญิงในพระพักตร์ไม่สู้ดีนัก หญิงสาวเข้าไปถวายบังคมแล้วทูลถามด้วยความเป็นห่วง “พระธิดาทรงพระเกษมสำราญดีหรือเพคะ” “หามิได้ ฉันกำลังมีเรื่องร้อนใจ” เจ้าหญิงดำรัสกลัดกลุ้ม “เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ” เห็นพระสหายพลอยกังวลใจไปด้วย จันทราวตีจึงสรวลรื่นแล้วเอื้อมพระหัตถ์มากระชับแขนเธอให้ใกล้ชิดขึ้น พร้อมกับ กุมมือพระสหายเอาไว้อย่างไม่ถือพระองค์ ด้วยเคยชินว่าการได้เกาะกุมมือนี้จะทำให้พอพระทัยและ ทรงเกษมสำราญได้ดังทุกคราว “ก็คิดถึงเธอน่ะซี ช่วงนี้เสด็จพ่อเสด็จแม่รับสั่งให้ฉันอยู่แต่ในวัง แม้แต่จะไปเยี่ยมเธอที่วิหารสักครั้งก็มิได้” ภาวิณีทอดถอนลมหายใจ มือนุ่มเย็นนั้นบีบกระชับพระหัตถ์ของเจ้าหญิงอย่างเบามือแล้วค่อยคลายออก ก่อนจะถอยออกมาอยู่ในระยะอันควรแล้วกราบทูลอย่างอ่อนใจ “อยู่ในพระราชวัง เจ้าหญิงจันทราวตีควรวางพระองค์ให้สมพระเกียรติของราชธิดาแห่งนครสาวัตถีนะเพคะ ที่นี่มิใช่กลางป่า พระธิดามาเดินจูงมือข้าพระองค์เช่นนี้ มิใช่เรื่องบังควรนัก” “คำก็เจ้าหญิง สองคำก็พระธิดา เพียงฉันจะจูงมือเพื่อนหญิงเดินไปทั่วอุทยานก็มิได้กระนั้นหรือ” กระแสดำรัสนั้นกึ่งเอาแต่ใจพระทัย หากเป็นคนทั่วไปคงรีบกราบทูลเพื่อเอาพระทัย หากแต่คู่สนทนาสนองพระดำรัสเรียบง่าย “ไม่บังควรเพคะ” พร้อมกับทูลถามซ้ำว่าทรงเรื่องอันใดจึงเรียกใช้ หาไม่ก็จะขอทูลลา จันทราวตีจึงตรัสด้วยพระสุรเสียงจริงจังบ้าง “เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงถามหา ตราประจำราชวงศ์และสัญลักษณ์แทนตัวฉัน ไม่รู้ว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน…” จันทราวตีดำรัสอย่างคับข้องในพระทัย ภาวิณีทวนคำแล้วนึกถึงวัตถุชิ้นเล็กๆที่พระธิดาตรัสถึง “สังวาลเส้นนั้นน่ะหรือเพคะ” ภาวิณีนึกถึงสร้อยสังวาลเล็กๆ ที่มิได้มีเพียงมูลค่ามหาศาลเทียมเท่าปราสาทราชวังทั้งหลัง เนื่องด้วยพระราชารับสั่ง ให้นายช่างจัดทำไว้เพียงชิ้นเดียวในโลกเพื่อเป็น สัญลักษณ์แทนพระองค์ของเจ้าหญิงจันทราวตี และให้พระธิดาเก็บไว้ แนบกายอยู่เสมอ “ใช่ สังวาลที่บรรดานายช่างใช้เวลาทำกว่าสิบเดือน เพื่อเป็นสินสอดในพระราชพิธีวิวาห์ ยามใดฉันแต่งงานสร้อยเส้นนี้จะตกแก่พระสวามี ยามใดฉันมีลูก สร้อยเส้นนี้จะตกแก่ลูก ตอนหนีออกจากวังฉันก็กลัว เสด็จพ่อเสด็จแม่จะรีบนำสร้อยของฉันไปให้องค์เทวินทร์เป็นตัวประกันเสียก่อน เลยพกติดตัวไปด้วย แต่ในระหว่างทาง มีเรื่องวุ่นวาย ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งว่า มันหายไปตอนไหน” ภาวิณีเริ่มตระหนักว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพระธิดาเสียแล้ว “ที่น่ายุ่งยากใจกว่านั้นคือหากความลับเรื่องสังวาลหายหลุดออกไปให้คนนอกวังรู้ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ คนที่ครอบครองสังวาลไว้ หากเป็นหญิงก็ดีไป หากเป็นชาย คนผู้นั้นก็จะอ้างสิทธิ์ความเป็นพระสวามีเราได้ในทันที” หาทางออกให้ทรงสบายพระทัย ภาวิณีบอกทางแก้ให้ด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “อย่าทรงกังวลไปเลยนะเพคะ อีกไม่นาน องค์เทวินทร์จะต้องเสด็จมาที่สาวัตถี เมื่อทรงรู้ความจริงว่า พระธิดากับสาวชาวป่าเป็นคนเดียวกัน จะต้องทรงพอพระทัยมาก รีบแต่งงานกับพระธิดาในทันที เมื่อทรงมีพระสวามีแล้ว ค่อยรับสั่งให้บรรดานายช่างทำสังวาลเส้นใหม่สลักชื่อพระธิดาและองค์เทวินทร์ลงไปด้วย หากใครถือสังวาลเส้นเก่ามา ก็ยกเป็นทานแก่เขาเสีย” จันทราวตียังมีร่องรอยกังวลในพระพักตร์ ภาวิณีเว้นจังหวะอย่างชั่งใจ สำหรับตนไม่เห็นว่าเครื่องประดับนอกกาย ชิ้นไหนจะมีค่าเท่ากับใจที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ทาน และการภาวนา แม้ข้าวของเงินทองจะหายไปทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องน่าเดือดเนื้อร้อนใจ เท่าใดนัก หากแต่คู่สนทนาเป็นพระธิดาของนครสาวัตถีผู้ยังต้องแบกภาระใหญ่หลวงไว้มากมาย มิใช่เรื่องง่าย ที่จะให้ทอดทิ้งหรือ นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่นี่อาจเป็นโอกาสอันดีที่เจ้าหญิงจะได้เรียนรู้การสละทรัพย์เป็นทานได้อีกประการหนึ่ง พระสหายจึงกล่าวอย่างยินดี “การหายไปของสร้อยสังวาลของพระธิดา ทำให้ข้าพระองค์นึกถึงเรื่องราวในอดีตเรื่องหนึ่งเพคะ เหตุการณ์เกิดขึ้นในนครสาวัตถีของเรานี้เอง” “เหตุการณ์อันใดหรือ ?” ภาวิณีระบายยิ้มแล้วเล่า “ในสมัยพุทธกาลก็เคยมีสตรีผู้หนึ่งหลงลืมเครื่องประดับราคานับเป็นโกฏิกหาปนะ ไว้ในเชตวันมหาวิหาร และระลึกได้ในเวลาเพียงออกจากประตูวัดเท่านั้น หากพระธิดาเป็นสตรีผู้นั้นจะทำประการใดเพคะ” “ฉันคงต้องรีบกลับไปเอาในทันที” “เพคะ นางก็ทำเช่นนั้น หากแต่เป็นเรื่องบังเอิญว่า พระอานนท์เถระได้มาเห็นเข้า จึงได้เก็บแขวนไว้ แต่ด้วยนางมีจิตใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นกำลังจึงถือว่าเมื่อพระเถระจับ ต้องเครื่องประดับแล้วย่อมหมายความว่า เครื่องประดับชิ้นนั้นนางได้ถวายให้ และมอบเป็นสมบัติของวัดนับแต่บัดนั้น” “น่าอนุโมทนาจริง ฉันนึกออกแล้วล่ะ เครื่องประดับชิ้นนั้นคือมหาลดาประสาธน์* และสตรีผู้นั้นก็คือนางวิสาขา ย่าของเธอนั่นเองใช่หรือไม่” “เพคะ ท่านย่าถวายมหาลดาประสาธน์แก่พระเถระ แต่พระเถระมิรู้จะทำประการใดเนื่องด้วยเครื่องประดับชิ้นนั้น มีมูลค่ามหาศาลก็จริง แต่หาทำประโยชน์อันใดแก่วัดวาอารามมิได้ ท่านย่าจึงรับเป็นภาระในการประกาศขายเพื่อจะเอาเงินมาทำบุญ แต่เพราะราคาแพงไม่มีผู้ใดสามารถซื้อได้ ท่านจึงซื้อเสียเอง แล้วเอาเกวียนบรรทุกเงินจำนวนทั้งหมดไปถวายพระบรมศาสดา เงินจำนวนนั้นได้กลายเป็นต้นทุนในการสร้างวิหารบุพพารามที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เองเพคะ” “ฟังเรื่องมหาลดาประสาธน์ของท่านย่าของเธอแล้วมาเปรียบเทียบกับสร้อยสังวาลของฉัน ช่างต่างกันราวฟ้ากับดินเลยนะ หากเธอไม่รื้อฟื้นเล่าให้ฟัง ฉันคงยังมัวกระวนกระวายอยากได้มันกลับคืนมา ขณะที่ย่าของเธอสละสมบัติที่มีค่ามากกว่าให้กับ พุทธศาสนา เล่าลือสืบต่อกันมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว” จันทราวตีตรัสด้วยพระพักตร์สลด “เจ้าหญิงจันทราวตีของหม่อมฉันก็ทำได้เหมือนกันนะเพคะ ไม่ว่าสังวาลเส้นนั้นจะไปตกอยู่ในมือของผู้ใด ก็สละให้เขาเป็นทานเสีย ในเมื่อพระองค์กำลังจะมีสังวาลเส้นใหม่ไว้มอบกับพระหัตถ์องค์เทวินทร์แล้ว” “อืม นั่นซีนะ สังวาลเส้นเดิมสลักชื่อจันทราวตี เส้นใหม่เราจะใช้ชื่อว่ากระไรดี ภาวิณี” เจ้าหญิงซุกซน ภาวิณีก็พลอยส่งเสริมเสียด้วย “เทวินทร์วตีสิเพคะ” “หมายความว่ากระไรนั่นน่ะ” “ก็เทวินทร์วรมันต์-จันทราวตี ยาวไปนี่เพคะ รวบมาให้สั้นเสียเถิด ข้าพระองค์จะได้เหนื่อยใจกับองค์หญิงน้อยกว่านี้สักหน่อย” เจ้าหญิงสรวลน้อย ๆ อย่างพอพระทัย เอื้อมพระหัตถ์จับมือของพระสหายอีกคราวอย่างตื้นตัน ตรงข้ามกับภาวิณี ที่เมื่อกล่าวจบแล้วกลับเป็นฝ่ายกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกว่าเรื่องราวอาจไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ตนพูดเลยสักนิด... เป็นจริงดังที่ภาวิณีกังวล ครั้นพอองค์ราชาทรงรับทราบเรื่องสังวาลหายก็ได้มีราชโองการไปทั่วราช อาณาจักร ประกาศมอบสิ่งตอบแทนเป็นแก้วแหวนเงินทองหรือแว่นแคว้นส่วนหนึ่งแล้วแต่ผู้ ครอบครองสังวาลจะพึงพอใจ และแม้จะละเลยถ้อยแถลงว่าบุรุษใดมีไว้ซึ่งสังวาลเส้นนั้น จะสามารถกล่าวอ้างการเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงจันทราวตีได้ ข่าวในราชสำนักก็แพร่งพรายไปปากต่อปาก กระทั่งแพร่สะพัดไปทั่วนครสาวัตถี... (...อ่านตอนต่อไปในฉบับหน้า) *มหาลดาประสาธน์ เครื่องประดับที่ขึ้นชื่อลือนามมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นศักดิ์ศรีสำหรับผู้มีบุญโดยเฉพาะ เครื่องประดับนี้แม้จะทำเพียงสำรับเดียว ก็ต้องตั้งโรงงานโดยเฉพาะ มิฉะนั้นทำไม่สำเร็จ


สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)