ฉบับที่ ๐๖๒ พฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช


ถาม: ฟังที่หลวงพ่อสอนแล้วเข้าใจยาก 
ไม่เข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไร แค่รู้เฉยๆ จะได้มรรค ผล นิพพาน ได้อย่างไร 

ที่ฟังแล้วเข้าใจยากก็เพราะว่าเราไม่ค่อยได้ฟัง 
เราเคยศึกษาธรรมะเราก็ได้ยินแต่คำสอนว่าให้ทำอย่างนี้สิดี ให้ทำอย่างนี้สิ 
ให้ทำโน่นให้ทำนี่ ห้ามอันโน้นห้ามอันนี้ แล้วเราจะชิน 
ถ้าหลวงพ่อบอกว่า 
เอ้า ต่อไปนี้ห้ามทำอย่างนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า 
จงทำต่อไปนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า พวกเราจะรู้สึกเรียนง่าย 
แต่กรรมฐานชนิดที่ไม่ทำอะไร ฟังแล้วยาก 
ใจของเราเองมันปรุงแต่งทั้งวันทั้งคืน 
มันปรุงสุขปรุงทุกข์ ปรุงกุศลปรุงอกุศลตลอดเวลาเลย 
ไม่เคยหยุดการปรุงแต่งเลย 
เพราะฉะนั้นจะให้มันทำงานอะไรสักอย่างให้มันปรุงแต่งนี่มันยอมรับง่าย 
แต่จะให้มันรู้ทันความปรุงแต่งจนมันหมดความปรุงแต่งยากที่สุดเลย มันฝืนความรู้สึก 
หลายคนจะรู้สึกว่าก็ที่ผ่านมาปฏิบัติแทบเป็นแทบตายยังไม่ได้เลย รู้เฉยๆ มันจะได้หรือ 
เพราะฉะนั้นน้อยคนที่จะใจถึง มาคอยรู้กายมาคอยรู้ใจตัวเองตามความเป็นจริง 
ไม่ใช่ตามที่อยากให้เป็น

ส่วนมากเราจะรู้ด้วยความอยากให้เป็น 
เช่น อยากให้สุข อยากให้สงบ อยากให้ดี 
รู้ด้วยความอยาก สังเกตไหม มีความอยากขึ้นมาใจก็ดิ้นรน ดิ้นรน ใจก็ทุกข์ 
วนเวียนอยู่อย่างนี้เอง ยิ่งอยากก็ยิ่งดิ้น ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์นะ 
ยิ่งทุกข์ยิ่งอยากอีก อยากให้หายทุกข์นะ ก็ยิ่งดิ้นอีก 
เพราะฉะนั้นเราจะวนเวียนจากการปรุงแต่งดิ้นรนไม่รู้จักเลิกหรอก 
การจะตัดวงจรของความปรุงแต่งหรือปฏิจจสมุปบาท 
ถ้าละอวิชชาได้ ตัณหาจะไม่เกิดอีก ความอยากจะไม่เกิด 
ตราบใดที่ยังละอวิชชาไม่ได้ 
ยังไม่รู้ความจริงของกายของใจเรียกว่าละอวิชชาไม่ได้ ตัณหาจะเกิดอีก 

เราเห็นว่ากายนี้ใจนี้คือตัวเรา เราไม่เห็นว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่เราหรอก 
เป็นก้อนทุกข์เป็นตัวทุกข์เป็นธาตุ
ทางกายเป็นธาตุดินน้ำไฟลม ใจก็เป็นธาตุ เรียกวิญญาณธาตุ มโนธาตุ แล้วแต่จะเรียกกัน
เราเห็นว่าเป็นเรา พอเป็นเรา เราก็อยากให้มันดี อยากให้มันสุข อยากให้มันสงบ 
นี่พอความอยากเกิดขึ้น ใจก็ดิ้นรน 
คนไม่ฉลาดก็ดิ้นรนหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ 
ถ้าได้อยู่กับคนนี้แล้วจะดีมีความสุข ถ้าได้กินอันนี้จะมีความสุข 
ถ้าได้อยู่บ้านตรงนี้จะมีความสุข ดิ้นหาความสุขไปเรื่อย หาแล้วมันก็ไม่อิ่มมันก็ไม่เต็ม
อย่างพอเราอยากได้อะไร เราดิ้นรนนะ เหนื่อยแทบตายเลย พอได้มารู้สึกงั้นๆ แหละ
เดี๋ยวก็อยากอย่างอื่นต่อไปอีก ดิ้นรนไปตามความอยากนะ มันไม่อิ่มมันไม่เต็ม
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าแม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี 
ตัณหาเป็นห้วงน้ำที่ใหญ่ที่สุด ทำยังไงก็ไม่เต็ม 
มันจะเพิ่มความอยากไปเรื่อยๆ นี่พวกที่ตอบสนองความอยาก 
ตอบสนองอัตตาตัวตนด้วยการแสวงหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ 
ไม่สามารถตอบสนองได้จริง ไม่เต็มไม่อิ่ม 

อีกพวกนึงมาฝึกจิตฝึกใจ มาฝึกกรรมฐาน มากำหนดกายมากำหนดใจ 
กำหนดไปเรื่อยๆ ถามว่าลึกๆ กำหนดเพื่ออะไร 
หวังว่าวันหนึ่งจะดีนั่นแหละ 
วันนึงจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เราจะได้ดี เราจะได้มีความสุข 
ลึกลงไปก็คือตอบสนองความเป็นตัวเราอีกนั่นแหละ 
เพราะฉะนั้นหลงโลกไป หลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่เรียกว่าโลก 
หลงโลกออกไป ก็หวังว่าจะมีความสุข 
อุตส่าห์มาปฏิบัติธรรม มาบังคับกายบังคับใจ 
กำหนดกายกำหนดใจก็หวังว่าจะมีความสุข 
ตอบสนองความเป็นตัวตนนั่นเอง 
เพราะฉะนั้นสุดโต่งอย่างนี้ ดิ้นรนอย่างนี้ ไม่พ้นจริงหรอก 
บางคนภาวนา พยายามกำหนดนะ ตามองเห็นกำหนด หูได้ยินเสียงกำหนดลงไป
หวังว่ากำหนดมากๆ แล้วเวทนาจะไม่เกิด 
ถ้าไม่มีเวทนา ตัณหาจะได้ไม่มี ตัณหาไม่มี อุปาทาน ภพ ชาติ ทุกข์จะได้ไม่มี 
บางคนสอนกันอย่างนี้นะ สอนให้ดับเวทนา 
ลืมไปอย่างหนึ่งว่าเวทนาเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆ ดวง 
ไม่มีใครดับเวทนาได้ ถ้าดับได้ก็ดับทุกขเวทนาได้ชั่วคราว ดับสุขเวทนาได้ชั่วคราว
เสร็จแล้วใจก็เฉยๆ เป็นอุเบกขาเวทนา 
พอมีอุเบกขาเวทนา โมหะก็แทรก 
พอโมหะแทรกเข้ามาใจก็ฟุ้งซ่าน หรือไม่ใจก็หดหู่ ใจก็ปรุงแต่งอีก 
เพราะฉะนั้นการจะตัดวงจรของภพของชาติ ไม่ได้ไปตัดที่เวทนา แต่ตัดที่อวิชชา
อวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจจ์ 
อริยสัจจ์ข้อแรกคือทุกข์ ขันธ์ ๕ คือทุกข์ กายกับใจคือทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้

ในสติปัฏฐาน ๔ มันถึงเต็มไปด้วยคำว่ารู้ 
รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม เอาเข้าจริงก็คือการรู้ทุกข์นั่นเอง 
เพราะพระพุทธเจ้าสอนชัดๆ เลยว่าอุปาทานขันธ์ทั้งห้า ขันธ์ ๕ นี่เองคือตัวทุกข์ 
หน้าที่ต่อทุกข์คือการรู้ และบอกนี่คือทางสายเดียวด้วยนะ สติปัฏฐานเป็นทางสายเดียว
นอกจากการรู้ทุกข์แล้วไม่มีทางที่สองเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง 
พวกเราจะดิ้นรน บางคนประกาศสัจจะเลยนะว่าจะหาด้วยตนเอง 
หาได้เหมือนกันแต่ไม่ใช่วันนี้หรอก อีกกี่ภพกี่ชาติยังไม่แน่ 
ขนาดฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าบอกนะเดินตามยังยากเลย รู้สึกไหม 
เพราะมันฝืนความรู้สึก 
ถ้าบอกให้เราเข้าไปจัดการกับจิตใจตนเอง บังคับให้นิ่งเลยนะ แป๊บเดียวก็ทำเป็น ไม่ยาก
แต่บอกให้รู้กายตามความเป็นจริง ให้รู้ใจตามความเป็นจริง ยากที่สุดเลย 
เพราะมันไม่อยากเห็นความจริง มันอยากได้แต่ของไม่จริง 
เราไม่ได้อยากเห็นความจริงของกายของใจเลย 
ใครอยากเห็นไหมว่ากายนี้ใจนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวสุขนะ 
ใครอยากเห็นบ้าง กายกับใจไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี 
ตัวเรานอกเหนือจากกายจากใจก็ไม่มี ไม่มีใครอยากเห็นอย่างนี้ 
ทุกคนปรารถนาแต่ว่าทำยังไงตัวตนของเราจะสุขถาวร จะดีถาวร จะสงบถาวร 
เคยอ่านเรื่องกามนิต วาสิฏฐีไหม 
เรื่องกามนิตสมัยก่อนเรียกว่าเรื่องกามนิตนะ 
ตอนหลังๆ รู้สึกฟังแล้วไม่เพราะ กามนิต เลยเปลี่ยนเป็นเรื่องวาสิฏฐี 
กามนิตเที่ยวแสวงหาธรรมะ เที่ยวแสวงหาธรรมะเพื่อว่าตัวเองจะได้มีความสุขถาวร
กามนิตเที่ยวไปเรื่อยๆ จนเจอพระพุทธเจ้า 
ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ เรื่องไม่มีอัตตาตัวตนที่ถาวร กามนิตรับไม่ได้นะ รับไม่ได้เลย
จนกระทั่งผ่านไปนาน ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ 
สุดท้ายไปอยู่ในพรหมโลกเพราะสวรรค์ล่มลงไป 
สวรรค์ก็แตกดับไปเกิดในพรหมโลกเจอกับวาสิฏฐีอีก 
วาสิฏฐีเลยแสดงภาพของพระพุทธเจ้าให้ดู 
วาสิฏฐีเคยบวชเป็นภิกษุณี 
ที่บวชเป็นภิกษุณีเพื่อจะหนีออกจากบ้านไปตามหากามนิต จะหนีสามีนั่นแหละ 
พอกามนิตเห็นรูปพระพุทธเจ้าที่วาสิฏฐีเนรมิตให้ดูก็จำได้
ว่าคือพระแก่ๆ ที่เคยคุยกันในบ้านช่างปั้นหม้อนั่นเอง 
แต่เดิมคิดว่านี่คือสาวกปลายแถวซึ่งไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า 
พระพุทธเจ้าคงสอนอะไรที่ชี้ทางให้สุขถาวรได้ 
นี่พระชรารูปนั้นกลับไปสอนว่าถาวรไม่มี มีแต่ทุกข์ไม่มีสุขนะ 
ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ สอนอย่างนี้อีก

พอกามนิตเห็นรูปนิมิตนี่แล้ว วาสิฏฐีทุ่มเทพลัง จนกระทั่งหมดพลังนะ ตายไป 
กามนิตรู้สึกว่า โอ้ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ถาวรเลย 
ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ทบทวนตัวตนไม่มี ไม่มีตัวตนที่ถาวรแล้ว 
วาสิฏฐีก็นิพพานไปก่อนแล้ว ในที่สุดเลยปลงตกนะ 
ยอมรับความจริงว่าตัวตนที่แท้จริงไม่มี 
เพราะฉะนั้นตัวตนไม่มีจะไปหาความสุขที่แท้จริงที่ไหน 
พอปล่อยวางตัวตน เข้าถึงความสุขที่แท้จริง 
คนแต่งเก่งนะ คนแต่งนี้เก่ง เอาธรรมะมาเขียนเก่ง 
พวกเราก็เหมือนกามนิตนะ เราอยากมีความสุขถาวร 
ภาวนาแล้วอยากได้อะไรที่มันดีๆ เราจะได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของครอบครองตลอดนิรันดร
สิ่งที่อยู่ตลอดนิรันดรมีแต่ทุกข์นะ มีแต่ทุกข์ 
เพราะฉะนั้นหัดภาวนา ตั้งอกตั้งใจนะ ฟังไป รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 
ปกติฟังหลวงพ่อนะ สองสามครั้งถึงจะรู้เรื่อง โดยเฉลี่ยสองสามครั้งจะรู้เรื่อง 
มีข้อยกเว้นเหมือนกัน บางคนจิตใจศึกษาอบรมมามากแล้ว ฟังทีเดียวปิ๊งเลยก็มี
บางคนฟังประโยคเดียวเข้าใจเลยก็มี บางคนฟังหลายปีไม่เข้าใจก็มีเหมือนกันแต่น้อย 
ที่ไม่เข้าใจเพราะคิดไม่เลิก ศึกษาแล้วก็เปรียบเทียบไปเรื่อย 
อาจารย์โน้นว่าอย่างนี้ อาจารย์นี้ว่าอย่างโน้น 
หลวงพ่อนั้นว่าอย่างนี้ หลวงแม่ว่าอย่างโน้นนะ ญาติโกโหติกาเยอะ ฟังมามาก 
ฟังแล้วก็เทียบไปเรื่อย เทียบเคียงไปเรื่อย คิดไปเรื่อย 
แทนที่จะรู้ลงในกายรู้ลงในใจ ก็เอาแต่คิดเอา ทำยังไงจะดีทำยังไงจะสุข 
คิดอย่างเดียวทำยังไงจะปฏิบัติถูก 
ก็พระพุทธเจ้าบอกตรงๆ แล้วให้รู้ ให้รู้ ให้รู้นะ 
ถ้าเกินจากรู้มันก็ไม่ถูกหรอก 

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม

ถาม: การรู้กาย รู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถ รู้ธาตุ ต้องรู้แบบไหนจึงจะเป็นวิปัสสนา

หายใจออกก็รู้ รู้อะไร รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ แล้วก็รู้ว่าตัวที่หายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา 
มันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ กระเพื่อมเข้ากระเพื่อมออก 
หายใจเข้าหายใจออกไม่ใช่ตัวเรานะ อย่างนี้เรียกว่ารู้ 
หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ รู้ว่าตัวที่หายใจเข้านี้ไม่ใช่ตัวเรา 
รู้ว่ากำลังหายใจเข้า ตัวที่กำลังหายใจอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา ดูอย่างนี้ 
ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นอนก็รู้ ก็แบบเดียวกัน 
มีสติรู้ร่างกายมันยืน ร่างกายมันเดิน ร่างกายมันนั่ง ร่างกายมันนอน รู้ลงไป อย่าใจลอย
และท่านให้รู้ ท่านไม่ใช่ให้เพ่ง อย่าไปเพ่งใส่ ถ้าเพ่ง ร่างกายก็แข็งๆ ให้รู้ลงไป 
ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอนก็รู้ มีสติรู้ ใจตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู 
ก็จะเห็น เกิดปัญญาเห็นเลย ตัวที่ยืน ตัวที่เดิน ตัวที่นั่ง ตัวที่นอนนี้ ไม่ใช่ตัวเราหรอก 
มันเป็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวนึงที่กำลังยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว ขยับเขยื้อนไป 
เวลาหายใจเข้าหายใจออกก็เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่มันกระเพื่อมเข้ากระเพื่อมออก 
มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก 
ดูลงไปอย่างนี้นะ จะค่อยๆ ถอดถอนความรู้สึกเป็นตัวเรา 

หรือใครอยากฝึกให้มันยากกว่านี้  ฝึกธาตุกรรมฐาน เห็นไหม หลวงพ่อตามใจตลาดนะ 
อยากเรียนยากๆ ก็ได้นะ เรียนกรรมฐาน เรียนธาตุกรรมฐาน 
เรียนธาตุกรรมฐานนี่ ต้องรู้ก่อน 
ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบเป็นกายของเรานี้ 
ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม รู้ด้วยกาย 
ธาตุน้ำ รู้ด้วยใจ 
พวกเราหลายประเภท บางคนอยากเรียนยากก็เอา 
ดิน น้ำ ไฟ ลมนี่ ต้องรู้ว่าธาตุอะไรรู้ด้วยอะไร 
ธาตุดินรู้ด้วยกาย ธาตุไฟรู้ด้วยกาย 
เราลองมาดูธาตุดิน เอามือมา ลองจับลงไป ลองลูบลงไป 
รู้สึกไหม มันแข็งๆ ความรู้สึกที่ว่าแข็งๆ นี่เรียกว่าธาตุดิน 
รู้สึกไหม ไอ้ตัวที่แข็งนี่มันไม่เคยบอกเราเลยว่ามันคือตัวเรา รู้สึกไหม มันไม่ได้บอก 
หรือคนไหนมันพูดได้ ไอ้ตัวนี้มันพูดได้ไหม มันบอกไหมว่ามันคือตัวเรา 
นี้นะเรียกว่าธาตุกรรมฐานนะ 
สังเกตไหม จับลงไปเราจับสัมผัสได้ความแข็งของมัน 
นอกจากความแข็งเราสัมผัสธาตุไฟได้ด้วยมือ มันอุ่นเห็นไหม 
บางทีมือก็เย็นๆ ธาตุไฟน้อย ปลายนิ้วธาตุไฟน้อย ธาตุยังไม่เที่ยงเลย
ธาตุไฟยังไม่คงที่ แต่ละที่ไม่เท่ากัน 
สังเกตไหม ความร้อนนี่ไม่เคยบอกว่ามันคือตัวเรา 
ความแข็งก็ไม่เคยบอกว่าเป็นตัวเรานะ 
ลองลูบไปทั้งตัวนะ ลูบไป ดูซิตรงไหนมันบอกว่ามันเป็นเรา 
เมื่อยตรงไหนก็นวดตรงนั้นแหละนะ ให้มันเกิดประโยชน์ไปด้วย 
ไม่มีตรงไหนเลยที่มันบอกว่าเป็นตัวเรา รู้ลงไปอย่างนี้ 
จะเห็นเลยร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา จะซาบซึ้งถึงอกถึงใจนะ 
การเรียนธาตุกรรมฐานต้องรู้ว่าธาตุอะไรรู้ด้วยอะไร 
ธาตุลมดูยาก อย่างเราขยับมืออย่างนี้ 
ถ้าจิตเราทรงฌานจริงๆ นะ ขยับ เราจะรู้เลยมันจะมีแรงผลักดัน 
แรงที่ดันให้ไหวนี่เรียกว่าธาตุลมนะ 
ไม่ใช่หายใจเข้าหายใจออกเป็นธาตุลมนะ เห็นไหม ยากไหม ยาก 
ธาตุน้ำคืออะไร ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ 
ธาตุน้ำคือแรงดึงดูดระหว่างอะตอมระหว่างโมเลกุล นี่เรียกว่าธาตุน้ำนะ 
ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายรวมตัวเข้ามาอยู่ด้วยกันได้ 
น้ำเป็นตัวเชื่อมเป็นตัวประสานให้ธาตุทั้งหลายรวมตัวเข้าด้วยกัน 
เพราะฉะนั้นจะเรียนธาตุกรรมฐานนั้นเรียนยากนะ 
คนที่จะเรียนธาตุกรรมฐานได้ดีต้องทำสมาธิมาเยอะๆ หน่อย 
ให้รู้ลงไปนะ ไม่มีเรา ไม่มีเรา 

มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อขึ้นไปกราบหลวงปู่สิม 
ตอนนั้นเรียนอยู่สถาบันจิตวิทยา เขาคัดเลือกพวกว่าที่อธิบดีทั้งหลายให้ไปเรียน 
หลวงพ่อนะ เด็กเป็นที่สองของรุ่นนะ มีเด็กกว่าหลวงพ่ออยู่คนเดียว 
เพราะเราเรียนเราทำงานเราโตเร็ว ต้องไปเรียนกับพวกใกล้เกษียณแล้ว ก็พากันไป 
ตอนนั้นไปดูงานที่เชียงใหม่ พาขึ้นไปกราบหลวงปู่สิม ที่ถ้ำผาปล่อง 
ไปถึงหลวงปู่ก็พานั่งขัดสมาธิเพชร 
รู้จักไหม ขัดสมาธิเพชร ใครนั่งได้ต้องใจเพชรจริงๆ นะ 
เพราะนั่งๆ แล้วก็แกะขาออกไม่ค่อยได้แล้ว มันจะสามัคคีกันอยู่อย่างนั้นแหละ 
นั่งเข้าไปนะ ปวดสุดๆ เลย เมื่อย 
ท่านพาขัดเพชร ท่านบอกต้องใจเด็ดนะ ภาวนา เสร็จแล้วท่านก็เทศน์ๆ ไป ชั่วโมง 
พวกโยมที่ไปด้วยกัน ค่อยๆ ถอดหนีไปทีละคนสองคนนะ 
สุดท้ายเหลือหลวงพ่อกับพี่อีกคนนึงผู้ชายอายุมากแล้ว 
พอท่านเทศน์ได้ชั่วโมงกว่าๆ เอ้า วันนี้พอแล้ว วันนี้พอแล้ว 
ท่านก็ถามเป็นไง นั่งขัดเพชรเมื่อยไหม 
พี่ผู้ชายนี้รีบตอบเลย “เมื่อยครับ เมื่อย เมื่อยมากเลยครับเนี่ย  
ถ้าไม่เคารพหลวงปู่นะไม่นั่งหรอก” 
หลวงปู่ก็ถาม “ขามันบอกไหมว่ามันเมื่อย” 
แทนที่จะดูว่า โอ้ ธาตุไม่เคยบ่นว่าเมื่อยนะ เพราะธาตุเป็นธาตุ 
เหมือนที่หลวงพ่อบอกนี้ มันไม่บอกว่ามันเป็นเรานะ มันก็ไม่เคยบ่นว่ามันเมื่อย 
หลวงปู่ถามว่าไหน ขามันบอกว่าเมื่อยหรือ 
“เมื่อยจริงๆ หลวงปู่ ผมไม่โกหกหรอก” โน่น ตอบไปโน่นเลย 
หลวงปู่เลยยิ้มหวานเลยนะ รู้สึก เออ ได้แค่นี้ 
นี่ ธาตุกรรมฐานนะ ดูยาก ดูความเป็นธาตุของมัน 
เราจะรู้สึกตลอดเวลาว่ามันคือตัวเรา ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นก้อนธาตุ 
จะรู้สึกหวงแหน รักมาก เป็นตัวเรามาก 
อะไรมาเกี่ยวมันนิดนึงนะ กลุ้มอกกลุ้มใจแล้ว เดือดร้อน ตีนกาขึ้นก็กลุ้มใจ 
ขึ้นครั้งแรกรอยแรกรู้สึกยังไง 
รอยแรกนะ รู้สึกทรมานใจมากใช่ไหม 
รอยที่สองก็ยังทรมานใจมาก พอรอยที่ยี่สิบนี่เฉยๆ นะ รู้สึกว่ารั้งไม่อยู่แล้ว 
แต่ถ้าเราดูลงมาเห็นกายมันเป็นแค่ก้อนธาตุ 
เห็นกายมันเป็นที่ตั้งของความทุกข์นะ 
อย่างรู้อิริยาบถ ๔ นี่จะเห็นว่ากายมีแต่ความทุกข์บีบคั้น 
นั่งอยู่ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมา ยืนอยู่ก็ทุกข์ ต้องพลิกไปพลิกมานะ 
เดินอยู่ก็ทุกข์นะ เดินนานๆ ก็เมื่อย นอนอยู่ยังเมื่อยเลย 
นอนอยู่ก็ทุกข์ ต้องนอนพลิกไปพลิกมา 
มันลำบากตลอดเวลา ถ้ารู้ลงมาในกายเห็นอิริยาบถ ๔ เห็นมันเป็นทุกข์ล้วนๆ เลย 
เห็นไหม เราจะต้องค่อยๆ ถอดถอนออกไปนะ 
ความเห็นผิดว่ากายนี้เที่ยงเป็นของเที่ยง มันไม่เที่ยงหรอก มันทนอยู่ไม่ได้ 
มันมีตัวทุกข์บีบคั้น มันไม่ใช่ตัวสุข มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นวัตถุมันเป็นก้อนธาตุ 
นี่ใครจะทำธาตุกรรมฐานหรือจะดูกายก็ต้องดูลงเป็นอย่างนี้ 
ไม่ใช่ไปดูกายแล้วก็เพ่งอยู่ที่กายนะ 
เดินจงกรมไปก็เพ่งให้จิตนิ่งอยู่ที่เท้า ก็นิ่งเดินไปเรื่อยๆ มันได้แต่สมถะ 
เกือบทั้งหมดที่ปฏิบัติคือสมถะนะ เกือบทุกคนที่ทำอยู่ 
เพราะฉะนั้นไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ทำตั้งนานไม่ละกิเลสนะ 
ละไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิปัสสนาแท้ๆ เป็นวิปัสสนาแต่ชื่อ 
ไปที่ไหนก็บอกทำวิปัสสนาๆความจริงไม่ใช่หรอก 
อย่างเดินจงกรมไปเรื่อยรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมานะ รู้สึกลอยเหมือนเท้าจะไม่ติดพื้น 
บางคนลอยจริงๆ นะ ลอยจริงๆ เป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ไม่ใช่วิปัสสนา
วิปัสสนาคือการเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ 
ไม่ใช่ว่าภาวนาแล้วรู้สึกขนลุกซู่ซ่า ได้วิปัสสนาญาณ ไม่ใช่นะ คนละเรื่องเลย 
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราทำมันไม่ค่อยขึ้นวิปัสสนา 
มันไม่เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ 

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม

ถาม: ไม่ถนัดดูกาย หรือเจริญกายานุปัสสนา 
จะต้องทำอย่างไร จึงจะเจริญวิปัสสนาได้

คนไหนไม่ชอบดูกายก็ดูจิตเอา ใช้ได้เหมือนกันดูจิต 
เบื้องต้นก็หัดสังเกตไป จิตใจของเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน 
บางวันตื่นขึ้นมาก็สดชื่น บางวันตื่นขึ้นมาแห้งแล้ง เราดูไป 
แต่ละวันใจเราไม่เคยเหมือนกันเลย 
พอเราสังเกตได้ เออ แต่ละวันไม่เหมือนกันจริงๆ ต่อไปใจเย็นๆ นะ 
ค่อยๆ เพิ่ม ค่อยๆ พัฒนาการสังเกตขึ้นไป 
สังเกตในวันเดียวกันนี้ เช้าสายบ่ายเย็นความรู้สึกของเราจะไม่เหมือนกัน 
บางทีตื่นเช้าขึ้นสดใสใช่ไหม ได้เวลาออกจากบ้านรถติดหงุดหงิดแล้ว 
พอถึงที่ทำงานลูกค้ามารอ โอ สลอนเลย จะมาสั่งซื้อของเรานะ ปลื้มนะ ปลื้ม 
เจรจาธุรกิจมันไม่ตกลงสักรายเลย โมโหแล้วนะ 
ใจเราจะพลิกไปพลิกมาๆ  
ให้เราคอยตามรู้ จิตใจที่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ 
ดูไปเพื่ออะไร เพื่อที่จะได้เห็นความจริงว่า จิตใจเรานี้ไม่เที่ยงนะ 
จิตใจเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย 
จิตใจเราทนอยู่ในภาวะอันใดอันหนึ่งไม่ได้ สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว 
กุศลหรืออกุศลก็เกิดขึ้นชั่วคราว 
อย่างโกรธใช่ไหม ใครโกรธนานที่สุดถึงหนึ่งวันเคยมีไหม 
มีใครโกรธถึงวันหนึ่งไหม เคยไหม
เข้าใจผิดแล้ว จริงๆ ก็โกรธทีละขณะ โกรธทีละขณะ 
พอคิดใหม่โกรธใหม่ ไม่มีหรอกโกรธเป็นวันๆ เพราะจิตเกิดดับรวดเร็วมากเลย 
แล้วจิตใจนี่ ถ้าเราตามรู้ตามดูไปจะเห็นเลยมันไม่ใช่ตัวเรา มันทำงานได้เอง 
เดี๋ยวมันสุขมันก็สุขของมันเองนะ มันทุกข์มันก็ทุกข์ได้เอง 
มันจะเป็นกุศลหรืออกุศลมันก็เป็นของมันได้เอง 
อย่างเราไม่ได้คิดจะโกรธเลย อยู่ๆ มันโกรธขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจโกรธเลยนะ 
ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่โกรธ เห็นคนนี้มันมาแต่ไกล รู้แล้วว่าเดี๋ยวมันต้องมากวนโทสะเรา
เราตั้งใจวันนี้จะไม่โกรธ พอฟังเขาพูดแป๊บเดียว โกรธไปแล้ว 
ใจมันจะโกรธห้ามมันไม่ได้ แต่ถ้าฝึกสมถะห้ามได้ 
พอเห็นหน้ามันแต่ไกลเดี๋ยวจะโกรธแล้ว รีบเจริญเมตตาไว้ก่อน 
สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขเป็นสุขเถิด เป็นสุขเป็นสุขเถิด 
แหม ใจเราเย็น รู้สึกมีความเป็นมิตรเกิดขึ้น 
มีความเป็นมิตรเกิดขึ้น เขาไปยั่วโทสะนิดๆ หน่อยๆ ไม่โกรธ 
ถ้าฝึกดูจิตดูใจจะเห็นเลยว่าเราบังคับมันไม่ได้จริง 

หรือจิตจะวิ่งไปที่ตา จิตจะวิ่งไปที่หู จิตจะวิ่งไปที่ใจ เลือกไม่ได้ 
สังเกตไหม ขณะที่ฟังหลวงพ่อพูด บางครั้งก็มองหน้าหลวงพ่อ บางครั้งก็ตั้งใจฟัง 
ฟังนิดนึงก็สลับไปคิด ฟังไปคิดไปดูออกไหม 
จิตเดี๋ยวก็ฟัง จิตเดี๋ยวก็คิด จิตเดี๋ยวก็ดู คนละเวลากัน 
เราจะเห็นเลย ถ้าเราตามรู้ตามดูมากๆ ว่าเราบังคับมันไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวเรา 
นี่ดูลงไปอย่างนี้นะ 
ในที่สุดก็จะเห็นทั้งกายทั้งใจมันไม่ใช่เรา 
รู้กายก็ได้ เมื่อไหร่สติรู้กายก็เห็นกายไม่ใช่เรา 
เมื่อไหร่สติรู้จิตรู้ใจนะ รู้เวทนา คือความสุขความทุกข์ 
รู้กุศลอกุศลที่เป็นตัวสังขาร หรือรู้ตัวจิตที่เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 
จะเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา นี่ค่อยๆ ละไป ค่อยๆ รู้ ค่อยละความเห็นผิดไปทีละน้อย 
เมื่อไหร่มีสติรู้กายรู้ใจ ก็ค่อยๆ ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นตัวเรา 
เมื่อไหร่ขาดสติก็รู้สึกว่ากายกับใจเป็นตัวเราขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 
เพราะว่าการละนี่ยังละด้วยการมีสติไม่ใช่ตัวอริยมรรค 
ต้องตามรู้ตามดูมากนะ จนอริยมรรคเกิด 
พออริยมรรคเกิดแล้วต่อไปเป็นพระโสดาบัน 
ถึงขาดสตินะดูลงมาทีไรไม่เคยเห็นตัวเราเลยนะ 
แต่ความรักในกายในใจยังมีอย่างบริบูรณ์นะ 
ความยึดถือในกายในใจยังมีอยู่ เพียงแต่ละความเห็นผิดว่ามันเป็นตัวเราได้ 
รู้แล้วไม่ใช่เรา แต่ว่ายังหวงแหนยังยึดถืออยู่ 

อย่างพระโสดาบันนี่จะรู้สึกเลยทั้งกายทั้งใจนี้เป็นของยืมโลกมาใช้ 
อย่างร่างกายก็ยืมวัตถุธาตุของโลกมาใช้ 
จิตใจก็เป็นแค่นามธรรมอันนึง เกิดดับ เกิดดับไป เป็นธาตุชนิดนึง 
ยังรู้สึกว่าไปยืมของเขามาใช้ แต่เป็นคนที่ยืมแล้วขี้งกนะ หวง ไม่คืนหรอก 
ไม่คืนเจ้าของ รู้สึกว่ากายกับใจนี้เป็นของดีของวิเศษ 
กายกับใจนี้เป็นเครื่องมือทำให้เราได้รับอารมณ์ที่ดี 
ได้รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้ธรรมารมณ์ที่ดี 
เพราะฉะนั้นเราจะรักกายรักใจมากเลย 
แต่วันใดที่สติปัญญาแก่รอบขึ้นมา กายนี้ทุกข์นะ ถูกความทุกข์บีบคั้นตลอดเวลา 
จิตใจก็มีแต่ความทุกข์นะ หรือมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่การบังคับไม่ได้ 
เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเอือมระอา มันหมดความรักในกายในใจได้ 
ก็ปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจ ความพ้นทุกข์ที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ 
ลองดูนะ ลองดู ไม่ต้องเชื่อนะ ไม่ต้องเชื่อแต่ให้ลองดู 
ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่อ้อนวอนให้เชื่อ แต่เป็นศาสนาที่ท้าให้ลองดู 
มีบทสวดมนต์อยู่อันนึง บอกว่า เอหิปัสสิโก คือกล่าวกับผู้อื่นว่ามาลองดู มาลองดู

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม


สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)