ฉบับที่ ๐๖๘ พฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

ฟังเสียงอ่าน [mp3]
พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ถาม: ขอเรียนถามนิดนึงค่ะ 
มีน้องคนนึงเขาบอกว่ากินเหล้าก็ภาวนาได้ เลยสงสัยว่า
คนที่กินเหล้า ยังสามารถภาวนาได้อยู่หรือเปล่าคะ

ไม่ค่อยอยากตอบเลยเรื่องนี้ 
บอกให้มีศีล ไม่ใช่บอกให้ไปกินเหล้า
แต่ถามว่ากินเหล้าแล้วภาวนาได้ไหม 
ได้ เคยเป็นพระอรหันต์มาแล้วด้วย 

สมัยพุทธกาล มีอำมาตย์ของพระเจ้าโกศล 
ชื่อสันตติอำมาตย์ เมาเหล้าอยู่เจ็ดวัน 
วันที่เจ็ดนั้น อีหนูแสนสวยของแกตาย แกเลยยังอ้อแอ้ๆ นะ 
ขึ้นช้างมาหาพระพุทธเจ้า มาฟังธรรม เพราะว่ากลุ้มใจ อีหนูตาย 
ฟังธรรมแล้วก็เป็นพระอรหันต์ แล้วก็นิพพานวันนั้นเลย 

ในขณะที่เจริญสติ ไม่ได้กินเหล้า เข้าใจไหม 
เราต้องแบ่งชีวิตของเราเป็นช่วงเล็กๆ 
ในขณะที่ไปทำบาปอกุศลนะ จะต้องรับผลของอกุศล 
อย่านึกว่าภาวนาแล้วจะพ้นจากผลของอกุศลได้นะ 
คนละเรื่องกันนะ ดีกับชั่วไม่ล้างกัน 
เพราะฉะนั้น ช่วงที่ไปกินเหล้านั้น สะสมอกุศลไว้ 
แต่ว่าช่วงที่ไม่ได้กินเหล้า มาเจริญสติ นี่ สะสมกุศลไว้ 
คนละเรื่องกัน บรรลุได้นะ แต่ว่าลำบากมากเลย

เพราะฉะนั้น ไปบอกเขานะ 
หลวงพ่อบอกว่ากินเหล้าก็ภาวนาได้
แต่ผลของอกุศลก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม

(แผ่น ๑๙ ไฟล์ ๘ นาทีที่ ๔๗.๔๐)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ถาม: การทำกิจกรรมบางอย่าง หรือการกินอาหารบางอย่าง 
มันมีผลกับการเกิดสติบ่อยหรือไม่บ่อยด้วยหรือคะหลวงพ่อ 
หนูสังเกตว่า ถ้ากินอาหารที่มันหนักมากๆ 
ก็จะทำให้เกิดโมหะ เกิดกิเลสง่ายกว่า 
อย่างนี้ เราไม่สามารถจะทำให้สติเกิดได้ บังคับไม่ได้ 
แต่เราจัดปัจจัยที่จะกระตุ้นเกื้อหนุนสติได้หรือเปล่าคะ

มันเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการมีสติ 
เพราะฉะนั้น อย่างการภาวนาจะดีไม่ดีอย่างนี้ 
อาหาร สัปปายะไหม สำคัญ เรื่องอาหารมีส่วนเกี่ยวข้อง 
พระพุทธเจ้าสอนมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นแล้ว 
อาหารที่ไม่สัปปายะ บางคนทานอาหารอย่างนี้แล้วภาวนาไม่ไหว
บางคนไปทานอาหารไม่ถูก ไม่เข้าถึงธรรมเลยก็มีนะ
ในธรรมบทก็พูดถึง มีพระกลุ่มหนึ่งภาวนายังไงก็ไม่ได้ 
อุบาสิกาผู้รู้วาระจิต พิจารณาดูว่าทำไมพระไม่บรรลุสักที 
พบว่า อ๋อ อาหารไม่สัปปายะ 
แกก็หาอาหารที่สัปปายะกับพระแต่ละองค์ๆ ไปให้ 
ท่านก็บรรลุทั้งหมดเลย ประมาณหกสิบองค์ 

ที่อยู่ ก็ต้องสัปปายะนะ ที่อยู่ของเรา
บางที่ภาวนาไปแรกๆ ดี 
พออยู่ไปนานๆ แล้วจิตใจเฉื่อยชา อย่างนี้ไม่ดี 
หรือที่ที่กำลังก่อสร้างวุ่นวาย ไม่ดี 
ที่เก่ามาก ต้องซ่อมแล้ว อย่างนี้ไม่ดี 

บุคคล ก็ต้องสัปปายะ ต้องมีกัลยาณมิตร 
ไปอยู่กับเพื่อนนักปฏิบัติที่กวนประสาทนะ วันๆ ก็เครียด 
อยู่ใกล้กับพวกเครียดๆ เครียดตามไปด้วย บุคคลไม่สัปปายะ 

ธรรมะ ต้องสัปปายะ 
ธรรมะที่เราใช้สำหรับเรา ต้องเหมาะกับเรา 
ไม่ใช่ไปลอกแบบการปฏิบัติของคนอื่นเขา 

เพราะฉะนั้น สัปปายะ ๔ อย่างจำเป็นนะ 
เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการปฏิบัติของเรา

เราก็อาศัยการสังเกตเอา 
ว่าเราทำอะไรแล้วสติสัมปชัญญะเกิดบ่อย แล้วเอาอันนั้น

เราอยู่ใกล้คนนี้แล้วสติเกิดบ่อย เราก็ไปอยู่ใกล้คนนี้ 
ถ้าเราไปอยู่ใกล้เขาแล้วเราสติเกิดบ่อย 
แต่เขาสติพังพาบไปเลยนะ ก็ต้องสงสารเขาเหมือนกัน 
บางคนไปลากเขาเสีย ตัวเองดีขึ้น 
หรืออาหาร บางท่านอดอาหารแล้วภาวนาดี 
อย่างนั้นก็อดกันทีนึงหลายๆ วัน 
บางท่านก็ต้องทานข้าวก่อนแล้วภาวนาดี ต้องดูเอา 
บางท่านก็ชอบอยู่ในถ้ำ มีน้องของหลวงพ่อคนหนึ่ง 
เหมือนกับพี่น้องกันนะ ความจริงไม่ได้เป็นญาติอะไรกันหรอก  
ที่สัปปายะของเขาคือที่มืดๆ ทึบๆ อับๆ แล้วภาวนาดี 
ชอบแบบอยู่ในถ้ำ อยู่อะไรอย่างนี้ 
บวชอยู่ในกรุงเทพฯ นะ ไม่มีถ้ำให้อยู่ ไปอยู่ในโบสถ์ 
โบสถ์วัดโสมฯ โบสถ์ก็ไม่โตนะ โบสถ์เล็กๆ 
ปิดประตูหน้าต่างเงียบเลยนะ กลางวันนี่ร้อน 
โอย อบแบบคล้ายๆ ห้องเซานา (sauna) นั่นแหละ อย่างนั้นภาวนาดี
อย่างหลวงพ่อต้องอยู่ที่โล่งๆ ที่กว้างๆ โล่งๆ แล้วภาวนาดี 
นี่ เราต้องดูตัวเราเอง 

เวลาก็มีส่วนนะ ต้องสังเกตเอา 
บางคนภาวนาดีตอนเช้า บางคนตอนสาย 
ตอนบ่าย ตอนเย็น ตอนค่ำ ตอนดึก
อย่างหลวงพ่อหัดภาวนาแรกๆ นี่ 
สังเกตเลย สักสี่โมงเย็นไปแล้วนี่ ภาวนาดี 
อาจจะเพราะว่าเลิกงานก็ได้นะ 
ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว จิตใจเลยตัดเรื่องงานทิ้งเลย 
พอเลิกงานปุ๊บดูลูกเดียวเลย เพราะฉะนั้น จะดูอย่างขยันขันแข็ง 
พอค่ำพอดึกนะ มันเหนื่อยจากการทำงานทั้งวัน 
เป็นฆราวาสนั้นมันเหนื่อย มันดูไม่ค่อยจะไหวแล้ว 
ตอนค่ำตอนดึกอะไรอย่างนี้
เพราะฉะนั้น มีช่วงเวลาที่สดใสอยู่ไม่นาน 
ตอนเช้าสดใสจริงนะ 
แต่ต้องตะลีตะลานไปทำงาน แย่งชิงกันใช้ถนนใช้รถ
เพราะฉะนั้น ช่วงที่ปลอดโปร่งจริงๆ กลายเป็นช่วงเย็นๆ 
เลิกงานแล้ว หมดธุระหมดภาระ มีช่วงเวลานิดเดียวเท่านั้นแหละ 
ตอนนั้นเป็นนาทีทองของเรานะ 
เพราะฉะนั้น เราต้องสังเกตตนเอง 
อะไรที่ทำแล้วเกื้อกูลให้เกิดสติก็เอาอันนั้น อย่าไปลอกแบบกัน
 
หลวงพ่อเลยไม่ชอบจัดคอร์สนะ 
จัดคอร์ส มันบังคับทุกคนให้ทำในสิ่งเดียวกัน เหมือนๆ กัน พร้อมๆ กัน 
เมื่อมันไม่ถูกจริต ทำไปมันก็เหนื่อยเปล่า หรือเหนื่อยมากได้ผลน้อย 
อย่างคนนี้เวลานี้เขาควรจะเดิน กลับพาเขานั่ง เพราะทุกคนจะต้องนั่ง 
ตอนนี้เป็นเวลาที่เขาควรจะหลับแล้ว ก็เรียกให้ฟังธรรมะ อะไรอย่างนี้ 
คือจริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน 
บางคนไม่ถนัดเดินเลยก็ได้ ถนัดนั่งลูกเดียวเลย 
บางคนไม่ถนัดนั่งเลย นั่งแล้วหลับ ต้องเดิน 
เพราะฉะนั้น ต้องศึกษานะ ต้องสังเกตตัวเองเอา

แต่รายที่ถนัดนอนนี่ มีคนเดียว มีองค์เดียวนะ 
ท่านภาวนาด้วยการนอน 
หลวงพ่อจำชื่อท่านไม่ได้ เป็นรุ่นผู้ใหญ่ 
เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น อยู่ทางศรีสะเกษ 
ท่านภาวนาท่านถนัดนอน 
เราต้องดูตัวเอง อย่าไปลอกแบบใคร ทางใครทางมัน 
แต่คำว่าทางใครทางมันนี่ ในหลักของการปฏิบัตินะ 
ต้องเป็นอันเดียวกัน คือหลักที่พระพุทธเจ้าสอน 

อันแรกสุดเลย เราต้องมีวิหารธรรมมีเครื่องอยู่ 
เครื่องอยู่ เครื่องรู้ ของจิต ที่เป็นกาย เวทนา จิต ธรรม 
คือ กาย กับ ใจ เรานี่เอง รูปกับนาม 

มีวิหารธรรมมีเครื่องอยู่ คำว่าเครื่องอยู่มันก็บอกแล้วนะ ไม่ใช่คุก
เครื่องอยู่คือบ้าน ไม่ใช่คุก 
พวกเรานักปฏิบัติส่วนใหญ่นี่ อยู่ๆ ก็หาเรื่องติดคุก 
คือน้อมใจให้มันซึมทื่อนิ่ง ห้ามกระดุกกระดิกนะ
คนอยู่บ้านนี่ เวลามีธุระ ออกจากบ้านได้ตลอดเวลา 
คนติดคุก อยากไปไหนก็ไปไม่ได้ ถูกขัง 
เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิหารธรรม 
คือเราเอากาย เวทนา จิต ธรรม เป็นบ้าน 
เป็นที่ระลึกของสติ ให้สติคอยมาระลึกอยู่เรื่อยๆ 

แต่ถ้าจิตใจมีธุระ จะไปทำงานที่อื่นนะ มันก็ออกจากบ้านไป 
วิ่งไปทางตามั่ง วิ่งไปทางหูมั่ง วิ่งไปคิดมั่ง 
มันก็ทำงานของมัน ไม่ได้ห้ามมัน 
แต่พอหมดธุระแล้วก็กลับมาอยู่บ้าน 
มาอยู่กับลมหายใจ มาอยู่กับอิริยาบถ มาอยู่กับพุทโธก็ยังได้ 
พุทโธก็เนื่องด้วยความคิด เนื่องด้วยจิต 
พุทโธเป็นชื่อของจิต เรามาอยู่กับอารมณ์กรรมฐานของเรา 
ใครเคยดูท้องพองยุบก็ดูไป 
เคยรู้ลมหายใจก็รู้ไป เคยขยับมือก็ขยับไป 
แต่ไม่ใช่ทำเพื่อให้จิตนิ่ง ไม่ได้เพ่งให้นิ่ง 
การเพ่งให้นิ่งคือการตรึงความรู้สึกเอาไว้ที่เดียว นั้นคือติดคุก 

หลายคนภาวนาแล้วจิตอึดอัดนะ 
พอลงมือภาวนาก็เพ่งเลย เพ่งกาย เพ่งใจ เพ่งกาย เพ่งใจ เพ่งให้นิ่ง
กายก็นิ่งๆ ผิดความเป็นจริง จิตใจก็แข็งทื่อขึ้นมาผิดความเป็นจริง 
อันนั้นติดคุกแล้ว ไม่มีความสุขเลย 
จิตใจที่ไม่มีความสุข เป็นจิตอกุศลนะ 
จิตที่เป็นกุศลนี่ต้องมีความสุข 
ฉะนั้น ถ้าเราภาวนาแล้วหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ซึมๆ ทื่อๆ 
นี้อกุศล ติดคุกอยู่ อกุศลให้ผลแล้ว ติดคุก 
ติดคุกทางใจนะ ขังตัวเองไว้ด้วยความเชื่อมั่นเอาเอง 
คือทิฏฐิว่าทำอย่างนี้แล้วจะดี คิดเอาเอง 

ฉะนั้น อันแรกเลยต้องมีวิหารธรรม 
คนไหนรู้ท้องพองยุบแล้วสติเกิด ก็เอาอันนั้น 
รู้ลมหายใจแล้วสติเกิด ก็เอาอันนั้น 
พุทโธแล้วสติเกิด ก็เอาอันนั้นนะ
ขยับมือทำจังหวะแล้วสติเกิดบ่อย ก็เอาอันนั้น 

สติเกิดบ่อย ก็คือรู้ทันตัวเองได้บ่อย 
เช่น บางคนดูท้องพองยุบ แล้วจิตแอบไปคิด 
จิตไหลไปคิดแวบ สติระลึกรู้ทันเลยว่าหลงไปคิดแล้ว ลืมพองยุบไปแล้ว 
พอระลึกรู้ทันว่าจิตหนีไปคิดปุ๊บ ก็จะตื่นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง 
เราก็เห็นร่างกายมันพองมันยุบไป ตรงนี้เดินปัญญาได้แล้ว 
เห็นว่าตัวที่พองที่ยุบอยู่ไม่ใช่ตัวเรา นี่เดินปัญญาได้ 

หรือบางคนรู้ลมหายใจนะ รู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า 
รู้ไปสบายๆ จิตหนีไปคิดแวบ 
ลืมลมหายใจ มีสติรู้ทันว่าจิตหนีไปแล้ว
ทันทีที่มีสติรู้ทันว่าจิตหลงไปนี่ จิตจะตื่นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง 
ในขณะนั้น ถ้าสติมันเกิดขึ้นมา รู้ทันว่าหลงไป 
จิตมันเกิดตั้งมั่นขึ้นมาชั่วขณะ 
มันจะเกิดปัญญาเห็นว่า ตัวที่กำลังหายใจอยู่นี่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก
รูปมันกำลังกระเพื่อมไหวอยู่ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก 
หรือรู้ทันว่าจิตนั้นเป็นอนัตตา 
แต่เดิมจิตรู้อยู่ที่ลมหายใจ แล้วอยู่ๆ จิตก็หนีไปคิด 
หนีไปคิดแล้วสติก็เกิดขึ้นเองอีก เกิดเองทั้งสิ้นเลย 
สติระลึกปุ๊บ ใจตั้งมั่นขึ้นมาเอง 
แต่เดิมหนีไป ตอนนี้ตั้งมั่นอีกแล้ว 
มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของบังคับไม่ได้ 
นี่อย่างนี้เรียกว่ามันมีปัญญา 
เพราะฉะนั้น มีสติขึ้นมานะ 
ใจตั้งมั่นขึ้นมา แล้วถึงจะเกิดปัญญา
 
ความตั้งมั่นเรียกว่าสัมมาสมาธิ 
สัมมาสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญานะ 
ไม่ใช่เอาสติไปเพ่งๆ เพ่งลูกเดียว 
จิตไม่มีสัมมาสมาธิ มีแต่มิจฉาสมาธิ 
พอเพ่งเข้าไปก็หนักแน่น แข็ง ซึม ทื่อ 
จิตทื่อๆ อยู่ที่เดียวนะ ไม่เกิดปัญญา 
ไม่สามารถเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ได้

นอกจากมีวิหารธรรม เราก็ฝึกให้มีสติ 
มีใจตั้งมั่นขึ้นมารู้สึกตัวขึ้นมา 
มีสัมปชัญญะความรู้สึกตัว รู้เท่าทันทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา 
นี่หลักของสติปัฏฐานนะ 

อันแรกเลย มีวิหารธรรม 
อย่างเอากายในกายเป็นวิหารธรรมนี่ 
กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี 
"อาตาปี" คือมีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส 
ไม่ใช่ภาวนาเพื่อตอบสนองกิเลส 
พวกเราชอบภาวนาตอบสนองกิเลส คือสนองอัตตาตัวตนนั่นเอง 
ภาวนาแล้วเมื่อไหร่กูจะเก่ง เมื่อไหร่กูจะได้ เมื่อไหร่กูจะบรรลุ 
ภาวนาเพื่อสนองอัตตานะ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ 
กิเลสไม่เร่าร้อน เราเร่าร้อนเอง 
ใจเราจะเร่าร้อนว่าเมื่อไหร่จะได้ เมื่อไหร่จะได้นะ 
มีวิหารธรรม มีอาตาปี คือแผดเผากิเลส ไม่ถูกกิเลสย้อมใจ 
ภาวนาโดยไม่ใช่ถูกกิเลสย้อมนะ ไม่ใช่กิเลสผลักให้ภาวนา 
แล้วก็ "สัมปชาโน" มีความรู้สึกตัวขึ้นมา 
มีสติรู้ลงที่กายรู้ลงที่ใจ 
จิตใจร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวรู้สึก 

เสร็จแล้วมันจะนำไปสู่อีกประโยคหนึ่ง 
ท่านบอกว่า วิเนยยะ โลเก อภิชฌาโทมนัสสัง 
เอาความยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ 
คำว่า "โลก" ก็คือรูปนาม กายใจเรานี่เอง 
คำว่าโลก อย่าไปแปลว่าโลกว่าอย่างนี้นะ ไม่ใช่ earth นะ 
โลกก็คือรูปกับนาม กายกับใจนี้ มันเป็นศัพท์เฉพาะของศาสนาพุทธนะ 
คำว่าโลกในที่นี้ ไม่ใช่โลกอย่างที่คนไทยใช้ 
โลกอย่างที่คนไทยใช้นี้ พวกภพพวกภูมิอะไรอย่างนี้ 
ศัพท์นี้ใช้ "โลกะ" โลกแปลว่าหมู่สัตว์ก็ได้ แปลว่ารูปนามก็ได้ 
โดย technical term ของภาษาเขา

พอเรามีสติ มีใจตั้งมั่น เราจะเห็นขึ้นมาเลย 
มีปัญญาขึ้นมาว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตเรานี้ ชั่วคราว

อย่างพอใจเรามีความทุกข์ขึ้นมา 
พอสติรู้ทันปั๊บ ความทุกข์จะดับไปนะ ความทุกข์ทางใจนั้นจะดับทันที
แต่ความทุกข์ทางกายไม่ดับหรอก ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ก็ยังมีอยู่ 
หรืออกุศลทั้งหลายนี้ ถ้าสติระลึกปั๊บดับทันที 
กุศลนี่เมื่อสติระลึกไม่จำเป็นต้องดับนะ 
เวทนานี่สติระลึกไม่จำเป็นต้องดับ คนละเรื่อง ไม่ใช่อกุศล 
ถ้าสติตัวจริงเกิด ใจเราตั้งมั่น เราจะเห็นความจริงอันหนึ่งว่า
สภาวะทั้งหลายนี่ จะเป็นรูปธรรมนามธรรมนะ ไม่ใช่ตัวเรา 
อย่างเราเห็นว่า ความโกรธที่เกิดขึ้นนี่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก 
เราเห็นว่าร่างกายที่ยืนที่เดินที่นั่งที่นอนนี่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก 
เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอยู่ 
พอเราเห็นลงมานะ มันไม่มีตัวเรา 
พอมันไม่มีตัวเราจริงๆ ความยินดียินร้ายในรูปในนาม 
ในกายในใจจะไม่มี หมดไปเอง

เพราะฉะนั้น ภาวนาไปถึงสุดท้ายนะ
มันจะหมดความยินดียินร้ายในกายในใจนี้ ในรูปในนามนี้ 
เรียกว่าเอาความยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ 
อันนี้เป็นขั้นที่สูงขึ้นไปนะ 
ถ้าขั้นเบื้องต้นนี่ เวลาเราไปรู้สภาวธรรมแล้ว
มันจะเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา ห้ามมันไม่ได้หรอก 
แต่พอเกิดความยินดียินร้ายแล้ว
เช่น จิตใจเรามีความสุขนะ เราเกิดพอใจขึ้นมา 
ความสุขไม่ใช่กิเลสนะ 
แต่ความพอใจรักใคร่พอใจผูกพันในความสุขนี่แหละ คือราคะ
ให้เรารู้ทันว่าใจเราพอใจในความสุขแล้ว 
ความพอใจหรือราคะนี้จะดับอัตโนมัติ 
เราก็จะรู้ความสุขด้วยจิตที่เป็นกลาง 
นี่ เห็นเลยความสุขนั้นเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง
ที่แปลกปลอมผ่านเข้ามาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็หายไป 
ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา 
มันเห็นเองนะ ไม่ต้องคิดนะ 
ไม่ต้องไปนั่งบรรยายว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา 
บรรยายแล้วฟุ้งซ่าน 

หรือความทุกข์ผ่านเข้ามานี่ 
ถ้าจิตมันมีสติขึ้นมา จิตมีความตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิ 
สักว่ารู้สักว่าดู เห็นกายเห็นใจเป็นความทุกข์ภายใน 
มีความทุกข์เข้ามา เห็นตัวความทุกข์นั้น
ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา 
เราจะค่อยๆ ละความเห็นผิดไปนะ 
ทีแรกเห็นแล้วก็ยังยินดียินร้าย 
เห็นความทุกข์แล้วไม่ชอบ เห็นความสุขแล้วชอบ 
ถ้าถึงจุดนี้แล้ว ก็มีสติรู้ลงไปที่ความยินดียินร้ายมันดับ 
ความยินดียินร้ายดับอัตโนมัติ 
เราก็รู้ความสุข รู้ความทุกข์ 
รู้สภาวธรรมทั้งหลายอย่างซื่อๆ ตรงๆ อย่างที่เขาเป็นนั่นแหละ
 
เราจะเห็นเลย มันไม่ใช่ตัวเราหรอก 
ร่างกายก็ไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา กุศลอกุศลไม่ใช่เรา 
จิตที่เกิดดับทางทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี้ 
ทางทวารทั้งหกนะ ไม่ใช่เรา

นี่การภาวนานะ ทำไปอย่างนี้ คอยรู้คอยดูไป 
ถ้าทำด้วยความถูกต้องนะ 
เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปี ทำไปต้องมีผลบ้าง 

๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม

(แผ่น ๑๙ ไฟล์ ๙ นาทีที่ ๐.๒๓)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ถาม: ฟังหลวงพ่อมาหลายปีแล้วค่ะ พยายามที่จะภาวนา
แต่พยายามภาวนายังไง หลวงพ่อก็ยังบอกว่าไม่ถูก ไม่ใช่ 
แล้วทำยังไงถึงจะถูกคะ

หลายคนนะ ฟังหลวงพ่อพูดหลายปี 
มีอยู่คนหนึ่งบอกว่า ฟังหลวงพ่ออยู่เจ็ดปีเลย 
มาฟังทีไรนะ หลวงพ่อก็บอกไม่ใช่ ไม่ถูก 
อย่างนั้นตลอดเวลาเลย มีแต่ไม่ใช่ มีแต่ไม่ถูก
อย่าทำสิ ให้รู้เอา อย่าไปทำอะไร ให้รู้เอา แกก็อดทำไม่ได้นะ
ทำยังไงจะถูก ทำยังไงจะถูก 
คิดอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา หาทางทำตลอดเวลา 
หลายปีนะ หลวงพ่อก็พยายามบอกแก 
อย่าไปประคอง อย่าไปบังคับ อย่าไปควบคุมมัน 
รู้มันอย่างที่มันเป็น ใจถึงๆ หน่อย สอนอย่างนี้เรื่อยๆ 
สอนแต่ว่า ให้ใจถึงเหมือนที่บอกพี่อีกคนนึงนะ 
เรียนหลายปี เรียนยี่สิบปีนะ บอกใจถึงๆ ใจถึงๆ แกก็ใจไม่ถึงสักทีนะ 
หลายปีจนกระทั่งใจฝ่อเลย มีอยู่ช่วงนึงฝ่อเลย ไม่อยากปฏิบัติแล้ว 
เราโง่เง่า ไม่มีวาสนาบารมี ชาตินี้คงไม่ได้แล้ว 

แต่ว่าพอใจฝ่อไปช่วงนึงนะ ก็กลับมารู้ใหม่ 
สุดท้ายมาสังเกตดู ไอ้ตอนที่ใจฝ่อๆ แล้วมาแล้วไม่ได้ทำอะไร 
หลวงพ่อบอก เออ ดี ชักงงๆ แล้วนะ 
ก็ที่ทำมาตลอดเวลา ที่ทำมานั้น บอกไม่ได้เรื่องเลย ใช้ไม่ได้ 
ตอนที่เลิกทำไปแล้วนะ 
ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ก็รู้ไปอย่างที่มันเป็นนั้นแหละ รู้ซื่อๆ 
หลวงพ่อบอกว่า เออ ดีแล้วๆ 
ในที่สุดจับหลักได้ การปฏิบัติไม่ใช่การทำอะไร 
แต่คือการรู้กายรู้ใจตามที่เขาเป็นต่างหาก 
ไม่ใช่ไปทำอะไร ถ้าคิดแต่ว่าจะทำๆ นะ ไม่สำเร็จหรอก เสียเวลา เนิ่นช้า

ถ้าเราทำใจสบายๆ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไป 
จิตใจเคลื่อนไหวรู้สึกไป เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นกุศลอกุศล รู้สึกไปเรื่อยๆ 
เราจะพบว่าง่ายสุดๆ เลย ง่ายเพราะว่าไม่ได้ทำอะไร 
สติก็เกิดเอง เห็นไหม 
สัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิต 
เขาตั้งของเขาเอง ปัญญาก็เกิดของเขาเอง 

เราทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลย 
ที่จริงทำอย่างเดียว นั่นคือ "รู้"

ถ้าลองไปอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรนะ 
จะพบว่ากิริยาในสติปัฏฐานมีอยู่ตัวเดียว คือคำว่า รู้ 
หายใจออกยาวก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ 
หายใจออกสั้นก็รู้ หายใจเข้าสั้นก็รู้ 
เลิกหายใจแล้วก็รู้ มีนะ 
ขั้นที่สี่ เลิกหายใจ มันจะมาหายใจทางผิวหนังนะ จมูกนี่หายใจนิดเดียว 
เพราะฉะนั้น ถ้าใครภาวนาอานาปานสติได้ถึงจุดนี้ 
ถ้าถูกเขาจับใส่ตู้ขังไว้นะ จะตายทีหลังเพื่อน เพราะไม่ค่อยหายใจเท่าไหร่ 

นี่ มันมีแต่คำว่า รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้นะ 
หรือยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ นั่งอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ 
จะคู้ จะเหยียด จะเหลียวซ้ายแลขวา จะก้าวไป จะถอยหลัง ก็รู้ 
กิริยามีอยู่คำเดียวนะ คำว่า รู้ 
มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ 
จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ 
สังเกตไหม กิริยามีอยู่คำว่ารู้ทั้งนั้นเลย ทั้งหมดเลยนะ 
พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้นะ แต่พวกเราไม่เชื่อ 
พวกเรารู้อย่างเดียวไม่พอ 
ดูมันอวดวิเศษกว่าพระพุทธเจ้านะ ถึงล้มลุกคลุกคลานไม่เลิก 
เราคิดแต่ว่าจะทำ ทำยังไงจะถูก ทำยังไงจะถูก 
สอนกันด้วยนะ ต้องทำให้เยอะๆ นะ
แทนที่จะสอนให้รู้เยอะๆ รู้บ่อยๆ พหุลีกตา รู้มากๆ รู้บ่อยๆ 
เพราะฉะนั้นกิริยาจริงๆ มีแต่คำว่ารู้ ในสติปัฏฐาน 

และคำว่ารู้ในสติปัฏฐานนี่ มีอยู่สองนัย ต้องรู้ได้ทั้งสองนัย 

รู้อันแรกนี่ รู้ด้วยสติ 
รู้อันที่สอง รู้ด้วยปัญญา 

คำว่ารู้มีสองอันนะ 
อย่างยืนอยู่ก็รู้นี่ รูปมันยืนนะ 
ทีแรกเราอาจจะนั่งอยู่ แล้วเราขยับตัวลุกขึ้นยืนปุ๊บ
เราเห็นมีสติ เห็นความเปลี่ยนแปลงของรูป นี่รูปกำลังเคลื่อนไหวแล้ว 
แล้วก็มีปัญญารู้ว่าตัวที่เคลื่อนไหวนี้ เป็นแค่รูปนะ ไม่ใช่ตัวเราหรอก 
ไม่ใช่เราเคลื่อนไหวนะ แต่วัตถุธาตุนี้กำลังเคลื่อนไหว เราเป็นแค่คนดูมัน 
นี่รู้มีสองระดับนะ มีสองนัย 

อันแรก มีสติรู้กายรู้ใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง 
อันที่สอง มีปัญญาเข้าใจความเป็นจริง
ของกายของใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนั้น 
ความจริงของเขา ก็คือ ความเป็นไตรลักษณ์ นั่นเอง 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

วันนี้พูดเรื่องสติปัฏฐานนะ เริ่มตั้งแต่ 
ให้มีกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอารมณ์ เป็นบ้าน ไม่ใช่คุก 
เป็นบ้าน ไม่ใช่เอาไว้เพ่ง เอาไว้อยู่ มีธุระออกนอกบ้านได้เสมอ
 
การปฏิบัตินั้นต้องไม่ตอบสนองต่อกิเลสนะ 
แต่เป็นไปเพื่อแผดเผากิเลส 
ไม่ใช่เพื่อตอบสนองกิเลส นี้เรียก อาตาปี 

ให้มีความรู้สึกตัวขึ้นมา 
อย่าหลงไป อย่าลืมเนื้อลืมตัว อย่าเอาแต่เพ่งไว้ 
มีสติรู้กายอย่างที่เขาเป็น มีสติรู้ใจอย่างที่เขาเป็น 
ถ้ามันยินดียินร้ายในรูป ในนาม ในกาย ในใจ ที่ไปรู้เข้านี่ 
ให้รู้ทันความยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายจะดับไป 

วิเนยยะ โลเก อภิชฌาโทมนัสสัง
เสร็จแล้วก็จะเห็นรูปเห็นนาม เห็นกายเห็นใจ ตรงตามความเป็นจริง 
จะรู้รูปรู้นามได้ตรงตามความเป็นจริง 
คือพอร่างกายเคลื่อนไหวปุ๊บ สติรู้ปั๊บเลย 
ปัญญาเข้าใจเลย ตัวที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก 
หรือนั่งอยู่นี่สติระลึกได้เลยว่านั่งอยู่ รูปมันนั่งอยู่ 
ปัญญาก็รู้ทันเลย ตัวที่นั่งอยู่นี้ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง 

หรือความสุขเกิดขึ้นนะ สติรู้เลย 
ความสุขแปลกปลอมเข้ามาในใจแล้ว 
ปัญญาก็รู้ทันเอง ความสุขเป็นแค่นามธรรมอันหนึ่ง แปลกปลอมเข้ามา 
ไม่ได้บรรยายแบบนี้นะ มันเป็นความรู้สึกเลย ว่ามันไม่ใช่ตัวเราหรอก
แต่พอบรรยายเป็นภาษาคนเลยใช้คำยืดยาว 
เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวเรา เป็นนามธรรมอันหนึ่ง 
เวลาภาวนาจริงๆ มันไม่พูดอย่างนี้นะ ไม่ต้องมาช่วยมันบรรยายนะ 
มันก็แค่เห็นว่า ความสุขนี่มันเป็นของแปลกปลอมผ่านเข้ามานะ มาแล้วก็ไป 
เห็นอย่างนี้ แต่มันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง เราบังคับมันไม่ได้ เลือกไม่ได้ 
อันนี้ปัญญามันจะสรุปทีหลัง 
ไม่ต้องไปนั่งคิดนะ อย่าไปนั่งคิดเอา ไปนั่งรู้เอา 

กิริยามีอยู่คำเดียวนะ คือคำว่า "รู้" 

นี่ ดูลงไปอย่างนี้นะ มีสติ รู้สภาวะ 
สภาวะก็คือรูปกับนามที่ปรากฏ 
มีปัญญารู้ลักษณะ ลักษณะ คือไตรลักษณ์นั่นเอง 

สติ เป็นตัวรู้สภาวะ 
ปัญญา เป็นตัวรู้ลักษณะ 
สัมมาสมาธิ เป็นความตั้งมั่นในขณะที่รู้สภาวะและรู้ลักษณะ 

สัมมาสมาธิตัวตั้งมั่น ใจจะเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูอยู่ 
เป็นผู้รู้ผู้ดูอย่างสบายๆ ไม่ใช่ตั้งเป็นผู้รู้ผู้ดูที่แข็งๆ นะ 
บางคนพยายามตั้งตัวผู้รู้แข็งเกินไป 
บางทีตั้งไว้เหนือหัวนี่ เหมือนดาวเทียม 
ตั้งไว้อย่างนี้แล้วก็ดูย้อนลงมา ดูลงมาอย่างเข้มแข็ง 
อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ มากไป ตั้งตัวผู้รู้แรงเกินไป 
รู้สบายๆ รู้ไป

๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐
สวนสันติธรรม

(แผ่น ๑๙ ไฟล์ ๙ นาทีที่ ๑๖)


สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)