![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|
![]()
|
แพตรีกลับมาถึงบ้านก่อนห้าโมงเย็นเล็กน้อย
ล้างหน้าล้างตาแล้วขึ้นไปดูคุณปู่ข้างบนเรือน
เห็นหลับอยู่ก็ลงมาข้างล่างเพื่อพบปะกับน้องน้อยทั้งหลายของหล่อนเสียหน่อย
ก่อนเข้าครัวทำอาหารเย็น
น้องๆเรียงรายอยู่รอบบ้าน รอการรดน้ำรินใจจากหล่อนสลอน
แพตรียิ้มมุมปากนิดๆอย่างคนที่สามารถมีความสุขอยู่กับตนเอง
หล่อนมองไม้ดอกไม้ประดับแต่ละต้นด้วยความรักสนิท
สัมผัสชัดถึงกระแสแห่งความมีชีวิตและวิญญาณของพวกมัน
เคยชินกับการเห็นรอยยิ้มที่ส่งออกมาจากแต่ละไม้ใบ แต่ละกลีบดอก
พวกมันถือกำเนิดมาจากมือหล่อน
หล่อนเป็นผู้เลี้ยงดูทะนุถนอมให้แตกกิ่งก้านสาขาออกมาวันต่อวันอย่างไม่เคยเบื่อหน่าย ถ้าผมเข้าถึงความรู้สึกของดอกไม้พวกนี้ได้
ผมคงรู้จักความประณีตอีกแบบหนึ่งของจิตใจเหมือนแพบ้าง
คำพูดของใครคนหนึ่งกลับมากลับมากระซิบก้องอยู่ในหู อารมณ์ไหวไกวเล็กน้อย
แล้วกลับสงบเยือกเย็นลงราบคาบ สายลมอ่อนพัดกิ่งใบมวลไม้รอบข้างพลิ้วไหว
มือน้อยยกขึ้นเสยปอยผมที่ต้องแรงลมเข้าที่ สยายยิ้มกว้างขึ้น
สีชมพูสดฉ่ำของกอกุหลาบซึ่งเข้าประทับกลางตาเวลานั้นช่างให้ความหวานแหลมล้ำลึกต่างจากธรรมดา
หล่อนรินรดสายน้ำจากถังติดฝักบัวลงดินจนชุ่มพอประมาณไปทั่วบริเวณ
ตั้งความคิดให้น้ำนั้นซึมลงถึงทุกรากทุกแขนงของไม้พุ่มหอมเบื้องหน้า
จินตนาการเห็นความเอิบอาบอันแผ่ซ่านขึ้นเลี้ยงทั่วทุกอณูลำต้น กิ่งใบ
และกลีบดอกสีชมพู ดวงจิตดิ่งลงเป็นสมาธิ
รู้ชัดถึงความอิ่มเกษมสดชื่นในตัวกุหลาบ เท่ากับความปิติเบิกบานในตนเอง
กำหนดรู้การเข้าออกของสายลมหายใจอันนิ่มนวลและยืดยาวชัดลึกกว่าปกติ
กลิ่นอายความสดฉ่ำระรื่นจากมวลพฤกษ์พันธุ์รอบด้านรวมอยู่ในสายลมหายใจนั้น
กระจายเข้าสู่ทรวงอก
แลเห็นในมโนนึกดุจธารทิพย์ที่ไหลบ่าสู่ข่ายประสาททั่วร่างจนเต็มปีติ
ชั่วขณะนั้นหล่อนสามารถจับต้องกลีบใบของกุหลาบด้วยสายตาที่เปิดกว้างกว่าปกติ
จนสำเหนียกความเนียนแน่นทว่าบางเบาละเอียดอ่อนด้วยใจโดยตรง
ราวกับปราศจากประสาทตากั้นขวาง
จากความอาบเอ่อแห่งกระแสปีติทวีขึ้นหลามล้นท้นอกในชั่วขณะนั้น
ประกอบกับความเห็นแน่วเพียงลมหายใจและกลีบกุหลาบหวาน
รวมกันดึงดวงจิตแพตรีดิ่งล่วงเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิอันล้ำลึกโอฬาร
ดวงสำนึกแปรเป็นเปลวมหัศจรรย์ลุกโพลงซ่านไสวไปทุกทิศทุกทาง
ภายในอันผนึกแน่นมั่นคงรู้เห็นแต่รสหวานแห่งสีชมพูอันงามตระการ
ลอยล่องอยู่ในสรวงสวรรค์อันรังสรรค์ขึ้นจากสัมผัสละไมลึกซึ้งระหว่างวิญญาณมนุษย์กับดอกไม้
ทั้งสุขสงบปราณีต ทั้งปรีดาปราโมทย์ราวกับทะยานขึ้นสู่ห้วงหฤหรรษ์อันไร้เขต
ไร้พรมแดน ไปสถิตอยู่ในที่ที่ดีที่สุดนอกเขตพิภพหยาบไกลโพ้น
การสังสรรค์ระหว่างวิญญาณมนุษย์และพฤกษ์พันธุ์ดำรงอยู่เพียงชั่วไม่นานก็แปรไปตามธรรมชาติแห่งพระอนิจจัง
แพตรีอ้อยอิ่งอาวรณ์กับความยิ่งใหญ่น่าพิสมัยนั้น ทว่ายังมีความชำนาญน้อย
โดยเฉพาะในขณะแห่งการลืมตา จึงต้องปล่อยให้ละลายหายไปตามยถา
สมาธิจิตระดับเฉียดฌานหรือที่เรียก อุปจารสมาธิ
นับเป็นของสูง มิใช่สภาวะอันเป็นสาธารณะแก่ปุถุชน
ภาวะนั้นคล้ายลอยคออยู่กลางทะเลเมฆอันละมุนเสมอกัน
แผ่ผายขยายกว้างสุดประมาณ แม้เท้าติดพื้นก็เหมือนยืนอยู่บนหมอนนุ่ม
เหตุเพราะธรรมชาติสมาธิยังผลให้กายเบาด้วยการหลั่งสารอันให้รสเกษมอาบตนเอง
สองปู่หลานรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเงียบๆเมื่อได้เวลาทุ่มครึ่ง ทั้งสองเป็นมังสวิรัติ
หรือผู้ปราศจากความยินดีในเนื้อสัตว์
อาหารที่วางบนโต๊ะจึงหาจานเด็ดตามรสนิยมของคนทั่วไปไม่ได้
แต่ก็หน้าตาน่าทานด้วยความสามารถเฉพาะตัวของแม่ครัวสาว สอบเป็นไงมั่ง?
ปู่ชนะถามเหมือนชวนสนทนามากกว่าอยากรู้
เสียงของปู่มีกังวานนุ่มลึกชวนฟังและก่อให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ผู้ได้ยินเสมอ ก็ดีค่ะ
เหลือวิชาสุดท้ายวันจันทร์ สอบเสร็จก็จบแล้วสินะ ค่ะ
แพตรียิ้มๆ การคุยกับปู่เป็นอีกความสุขหนึ่งในชีวิต ตกลงยังแน่ใจอยู่รึเปล่าว่าอยากจะสอนหนังสือเด็ก?
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ปู่ถามถึง หญิงสาวแกล้งเลิกคิ้วทำตาเป็นประกาย อยู่เฉยๆได้ไหมคะ
ให้ปู่เลี้ยงไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละ
หล่อนยังอยากอยู่ในวัยเยาว์และช่างฉอเลาะเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าปู่
ปู่ชนะยิ้มอย่างอารมณ์ดี
นัยน์ตาดำสนิทผิดวัยทอดจับหลานสาวเปี่ยมด้วยแววห่วงใยปรานี เป็นต้นไม้หรือไงถึงจะอยู่เฉยๆให้ปู่เลี้ยง ค่ะ
แพเป็นต้นไม้ หญิงสาวหัวเราะนิดๆ บางทีก็รู้สึกเหมือนเป็นต้นกระถินในบ้าน
ปู่ชนะหัวเราะในลำคอ ทว่าสายตายังรั้งคำถามเดิมเพ่งมองหล่อน แพแน่ใจว่าต้องการสอนเด็กตลอดไปค่ะปู่
ขยับเรียวปากตอบในลักษณาการแย้มยิ้ม แต่น้ำเสียงจริงจังขึ้น ชายชราถอนใจ สมัยนี้...เป็นครูในแบบที่แพอยากเป็นน่ะ
ไม่ง่ายหรอกนะ
หลานสาวพยักหน้า ทราบค่ะ
ตาคู่งามทอประกายรู้ตามคำกล่าวของตน แต่แพก็มองไม่เห็นว่าตัวเองจะทำอะไรได้มีความสุขเท่ากับเป็นครูของเด็กเลย
ชายชราเคี้ยวคำข้าวเรื่อยๆจนละเอียด กลืนแล้วจึงเปรย ทุกวันนี้ผู้คนถูกมอมเมา
ถูกฝังนิสัยร้ายกันตั้งแต่ยังเล็ก ครูบาอาจารย์ที่เป็นสิ่งแวดล้อมสำคัญ
บางทีก็กลับมีพฤติกรรมชั่วร้ายเสียเอง ถ้าได้แพเป็นแสงนำทางดีๆไว้สักดวง
ก็คงช่วยรักษาภาพพจน์ของครูดีๆบ้างล่ะนะ
แพตรียิ้มอย่างเชื่อมั่น แพจะทำให้เด็กนับถือ
และคล้อยตามในทางดี
เหมือนอย่างที่แพนับถือและคล้อยตามปู่มาตั้งแต่เด็กให้ได้ค่ะ
ปู่ชนะพยักหน้า ใช้ส้อมเขี่ยข้าวจากช้อน
ก่อนตักน้ำแกงจากชามพลางถามคล้ายหยั่งเชิง หากมีเวลาจำกัด
ระหว่างเด็กดีกับเด็กดื้อ หนูจะเลือกดูแล หรือให้ความสำคัญกับใครก่อน?
แพตรีคิดนิดหนึ่ง ก่อนให้คำตอบ คงต้องเป็นเด็กดีค่ะ
เพราะเด็กดีอาจจะยังไม่ดีจริง แต่อยู่ในวิสัยง่ายที่จะเป็นได้
เมื่อโตขึ้นแล้วก็อาจเป็นประโยชน์ในวงกว้าง ส่วนเด็กดื้อนั้นอาจไม่เลวจริง
แต่ความรั้นจะดึงเวลาของเราไปมาก
และไม่มีอะไรประกันว่าเราสามารถชนะความรั้นของเขาได้หรือเปล่า
ว่าที่คุณครูคนงามเม้มปากเล็กน้อย ในความเป็นจริง
แพคงมีเวลาเพียงพอจะดูแลทั้งเด็กดีและเด็กดื้อมั้งคะ
ถ้าปล่อยให้เด็กดื้อกลายเป็นคนเลว
วันหนึ่งเขาอาจสร้างผลสะเทือนด้านร้ายได้อย่างประมาณไม่ถูก
สิ่งดีที่คนดีๆสร้างสรรค์ไว้มากและใช้เวลายาวนานแค่ไหน
ก็อาจพินาศจนหมดสิ้นในชั่ววันเดียวด้วยน้ำมือคนเลว
เห็นความมุ่งมั่นและยินน้ำเสียงจริงจังของหลานสาวแล้ว
ปู่ชนะต้องเผยอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไฟฝันและพลังอุดมคติแห่งวัยสาว
ประติมากรมองผลงานอันน่าภาคภูมิของตนเช่นไร
ท่านก็มองแพตรีด้วยท่าทีเช่นนั้น ปรัชญาในการให้ความรู้
ความคิด ความดีงามของหนูเป็นยังไง?
แพตรีกะพริบตาทีหนึ่ง จากที่แพเคยฝึกสอนมาบ้าง
ก็พอมองเห็นค่ะว่าเราให้ความรู้ก็เมื่อขณะพูดอยู่ฝ่ายเดียว
ให้ความคิดได้ตอนถามหรือโต้ตอบกับพวกเขา ส่วนความดีงาม
คงต้องถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาผ่านการกระทำเป็นหลัก
ปู่ชนะผงกศีรษะน้อยๆ แค่เด็กได้ยินเสียงหนูทุกวัน
เขาก็รับกระแสความดีไปเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งในใจแล้วล่ะ
เสร็จจากโต๊ะทานข้าว
สองปู่หลานออกมาเดินตากน้ำค้างเล่นในบริเวณทางเดินของเขตบ้าน
ชายชราจามเบาๆทีหนึ่งแล้วแหงนหน้ามองดาว
บางค่ำคืนท้องฟ้าราตรีแถบชานเมืองก็มีดาวสวยๆพร่างพราวละลานตาให้เพลินพิศ
อย่างเช่นคืนนี้เป็นอาทิ อายุยี่สิบเอ็ดใช่ไหมแพน่ะ?
ปู่ถามลอยๆคล้ายแค่ให้การดูดาวไม่เงียบจนเกินไป อีกห้าเดือนน่ะค่ะ
หล่อนตอบเสียงใสด้วยความรู้สึกแบบเด็กน้อยที่อบอุ่นและร่าเริงเมื่ออยู่ใกล้ชิดบิดา
คืนนี้กลุ่มดาวนายพรานขึ้นตั้งแต่หัวค่ำ
หล่อนติดใจดาวกลุ่มนี้มาแต่ไหนแต่ไร
อาจเป็นเพราะปู่ชี้ให้ดูและแนะนำให้รู้จักเป็นกลุ่มแรก
มันทำให้หล่อนมีจินตนาการบรรเจิด
มีความช่างฝันและรู้จักอารมณ์อ่อนอุ่นที่เกิดจากหัวใจบริสุทธิ์เสมอมา พอเรียนจบก็เป็นผู้ปกครองตัวเองได้แล้วสินะ
ปู่ยังคงพูดในลักษณะเรื่อยเปื่อย ทว่าทำให้หญิงสาวใจหายอย่างประหลาด
หล่อนตอบด้วยเสียงเบาและสั่นในอึดใจต่อมาด้วยอารมณ์ที่แปลกเปลี่ยนกะทันหัน คงยังไม่ได้มั้งคะ ปู่อยากบวชเสียทีแล้วนะแพ
แม้จะทอดอ่อนนุ่มนวลเช่นเคย
แต่คำประกาศนั้นก็แฝงสำเนียงเป็นงานเป็นการด้วยเจตนาจะให้หลานสาวรับรู้ว่าหล่อนต้องตั้งใจฟังเรื่องสำคัญ
แพตรีเงียบกริบ พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นนาน ทุกวันนี้ก็เหมือนบวชอยู่แล้วนี่คะ
ในที่สุดหล่อนก็เอ่ยคำนั้นออกมาได้เพียงแผ่ว ไม่เหมือน...ปู่ยังมีแพเป็นแก้วตาดวงใจ
ยังเป็นห่วงหนู อย่างนี้ไปถึงที่สุดไม่ได้หรอก
แพตรีเม้มปากอยู่ในเงามืด
ความเดียวดายและความเงียบเหงาอย่างลึกซึ้งแล่นเข้าจับใจจนเกิดก้อนสะอึก
แต่ก่อนจะทวีตัวถึงขั้นแปรเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็ชิงตัดอารมณ์เศร้าทิ้ง
และแทรกแทนด้วยจิตอนุโมทนาเปี่ยมล้น
ที่ทำได้ก็เพราะหล่อนรู้ดีว่ารสธรรมนั้นล้ำเลิศเพียงไหน
สมควรที่เวไนยชนจะพึงแสวงและควรรักษาไว้เพียงใด
หล่อนต้องดีใจกับปู่ถึงจะถูกที่ท่านกำลังจะได้ครองธรรมอันประเสริฐขั้นสูงสุด
เมื่อจิตอันเป็นกุศลผุดขึ้นชัดเต็มดวง
แพตรีจึงยกมือพนมไหว้ไปทางผู้มีพระคุณล้นเกล้า แพขออนุโมทนาด้วยค่ะปู่ อือม์
ปู่เอื้อมมือไปลูบศีรษะหล่อนอย่างอ่อนโยนครู่หนึ่งก่อนกล่าวคำ ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่คนเดียวหรอก
อีกไม่นานแพก็จะมีครอบครัวของแพเอง
มีคนที่แพจะรักและรักแพแทนปู่ มีลูกหลานที่จะทำให้แพต้องวุ่นวายดูแล คงไม่หรอกค่ะ
หล่อนตอบปู่ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ถ้าปู่บวชแพก็จะบวชชีตาม
และเพื่อความสบายใจไม่เป็นห่วงใยซึ่งกันและกัน
แพจะบวชให้ไกลจากที่ที่ปู่อยู่ ไม่มาพบปู่อีกเลยชั่วชีวิต
ปู่ชนะเหลือบตามองสาวน้อยใกล้ตัวแล้วหัวเราะหึๆ
ซ่อนแววรู้เห็นเช่นผู้ใหญ่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวไว้ในเงามืด จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ
ชายชรากับหลานสาวทอดเท้าเดินต่อเอื่อยๆ
แว่วเสียงหรีดหริ่งเรไรจากรอบด้านกลางความสงัดเงียบของค่ำคืน
ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดอีก หญิงสาวพยายามกลั้นสะอื้น แต่อย่างไรก็กลั้นไม่อยู่
ต้องก้มหน้าร้องไห้ออกมาจนได้ |
![]() |
||||
![]() |
||||||
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
|