ถาม อ่านเรื่องกรรมพยากรณ์แล้วสงสัยว่าหมอดูอย่างอุปการะมีจริงหรือไม่? จะไปหาได้ที่ไหน? และตามหลักการแล้ว การดูหมอเป็นเรื่องงมงายหรือเปล่า?
ผมได้รับคำถามนี้บ่อยที่สุดตั้งแต่เขียนกรรมพยากรณ์บทแรกๆ ก่อนจะตอบก็ขอพูดถึงหลักการทั่วๆไปสักนิดหนึ่ง
๑) ผมตั้งใจให้อุปการะเป็นตัวละคร เป็นสัญลักษณ์แทน อย่างเช่นที่บอกไว้ในเรื่องว่าถ้ากฎแห่งกรรมพูดกับมนุษย์ได้ ก็คงพูดเหมือนอุปการะนี่เอง
๒) หากใครศึกษาและปฏิบัติตามวิชา รู้ตามจริง ของพระพุทธเจ้า เหมือนเช่นที่พระป่าพระธุดงค์ท่านยังมีทำกันอยู่ในปัจจุบัน ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ดังเช่นที่พระเถระในครั้งพุทธกาลท่านยืนยันไว้ คือจะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องกรรมและวิบาก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ฐานะว่ากรรมอย่างนี้คือเหตุให้เป็นไปได้อย่างนั้น รู้ฐานะว่ากำลังเสวยผลอย่างนั้นเพราะเคยทำกรรมไว้อย่างโน้น หมอดูอุปการะเคยเป็นพระมาก่อน รวมทั้งเคยศึกษาแต่วิชา รู้ตามจริง ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เปิดตำราโหราศาสตร์เล่มไหน ตรงนี้ก็พยายามสอดแทรกไว้ในเนื้อหาของเรื่องแล้ว
๓) ผมอยากบอกทุกท่านที่อ่าน ว่าการศึกษาให้เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก และการหมั่นสำรวจว่าเรากำลังทำกรรมอันใดอยู่ มีประโยชน์ยิ่งกว่าไปถามหมอดูให้รู้อนาคตเอาดื้อๆ อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้สร้างมุมมองให้เห็นอาชีพหมอดูหรือการไปดูหมอเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เพราะหมอดูดีๆที่ให้คำแนะนำลูกค้าประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลสัตย์ก็มี และลูกค้าที่ดูหมอแล้วคลายใจหายทุกข์ได้ก็มี
คราวนี้ตอบคำถาม พูดตรงๆไม่อ้อมค้อมก็คือผมเคยพบท่านที่ประกาศตนว่าเป็นหมอดู ดึงคนไปสนใจห้อมล้อมกันมาก แต่เอาเข้าจริงคือเมื่อไปนั่งตรงหน้าท่านจะทักทันทีเลยว่าเคยไปทำกรรมอันใดมา แล้วควรระวังเนื้อระวังตัวไว้อย่างไร นอกจากนั้นก็เคยได้ยินได้ฟังการเล่าลือว่ามีหมอดูที่เก่งขนาดบอกชื่อและบ้านเลขที่ของคนยังไม่เคยเห็นหน้าได้ถูก เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวก็ยอมรับว่ามีอะไรแบบนี้อยู่ในโลก และมีมานานแล้ว ผมเองพบคนที่มีความสามารถพิสดารทางจิตตั้งแต่ยังไม่สนใจพุทธศาสนาจริงจังด้วยซ้ำ ก็เลยไม่ประหลาดใจมาก แต่คนยังไม่เคยเจอก็ต้องคลางแคลงเป็นธรรมดา
ส่วนคำถามที่ว่าจะให้ไปหาหมอดูชนิดนั้นที่ไหน เผอิญท่านที่ผมเคยรู้จักและเห็นความสามารถของท่านมากับตา ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนที่เหลือที่เป็นเสียงร่ำลือ ผมก็ไม่ทราบหลักแหล่งที่อยู่ และไม่เคยคิดค้นหา
สำหรับคำถามที่ว่าการดูหมอเป็นเรื่องงมงายผิดหลักการหรือไม่ ก็ขอตอบว่าวิชาเคล็ดลางต่างๆจะมีกฎเกณฑ์วิธีทำนายตามสถิติ ถ้าหลักเกณฑ์นั้นมั่วขึ้นมาลอยๆเพื่อชักนำให้คนเลื่อมใสดื้อๆก็เรียกว่างมงาย แต่ถ้าหลักเกณฑ์นั้นแม่นยำพิสูจน์ได้ว่าถูกมากกว่าผิด ก็เรียกว่าเป็นศาสตร์
ศาสตร์มีอยู่มาก ศาสตร์ใดชักจูงไปสู่ความเห็นที่ถูก ความเห็นว่าอะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ ความเห็นว่าบาปกรรมเป็นสิ่งควรกลัว ความเห็นว่าศีลธรรมเป็นสิ่งควรรัก แม้ศาสตร์นั้นจะไม่ถูกประทับตรารับรองให้เป็นวิชามีหน้ามีตาในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะดีเสียกว่าศาสตร์ที่สอนกันอย่างมีหน้ามีตาในมหาวิทยาลัย ไม่มีใครเห็นว่างมงาย แต่กลับยั่วยุให้พลิกแพลง ชักชวนกันทางตรงหรือทางอ้อมให้คดโกงกัน โดยปราศจากข้อแนะนำทางจริยธรรม วิชาแบบนั้นแม้ช่วยให้ฉลาดทำเงิน แต่ก็โง่เรื่องกรรมได้เหมือนกันครับ
สรุปแบบไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคำถามนัก ผมว่าสนใจศึกษาเรื่องกรรมดีกรรมชั่วที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ลึกซึ้งเป็นดีที่สุด คนเราพออุ่นใจกับความรู้ สบายใจกับกรรมดีในปัจจุบันของตน ก็จะไม่หวาดกลัวอนาคตเลย แม้ต้องตายกะทันหันก็รู้สึกปลอดภัยอยู่นั่นเอง ใจจะไม่อยากถามอะไรหมอดูหรอก เชื่อเถอะ
ถาม มักเกิดเรื่องไม่ดีกับตัวเองในรูปแบบซ้ำๆกัน บางทีก็เจอคนแบบเดียวกัน กระทำกับเราเหมือนคนก่อนๆจนชักเชื่อว่ากรรมคงมีจริง แต่จะให้ทำอย่างไร? พยายามอ้อนวอนให้เขาเปลี่ยนแปลงแล้ว พยายามอภัยเขาแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงไม่พบเขาแล้ว แต่เจอคนใหม่ก็เกิดเรื่องแบบเดิมๆอีกอยู่ดี บางทีอยากหนีให้พ้นๆจากโลกนี้ไปเลย
เราหนีหน้าคนได้ครับ หรือจะหนีโลกใบนี้ไปเลยก็ได้ แต่จะไม่มีวันหนีกรรมของตัวเองพ้น และถ้าหนีกรรมของตัวเองไม่พ้น ก็แปลว่าเรื่องเดิมๆยังต้องหวนกลับมาหาอีกอยู่ดีในโลกอื่น
ถ้าเราเป็นหนี้มาเฟียประเภทเขี้ยวลากดินนั้น ต่อให้หนีสุดหล้าฟ้าเขียวไป ๒๐ ปีเขาก็จะยังส่งคนตามล่าแบบกัดไม่ปล่อยอยู่ดี จนกว่าจะแน่ใจว่าเราตายไปแล้ว ถึงจะสั่งหยุด แต่กฎการทวงหนี้ของกรรมยิ่งเขี้ยวลากดินกว่านั้นหลายขุม เพราะถึงเราตายดับไปแล้ว หลงลืมไปแล้วว่าเคยก่อหนี้อันใดไว้ กรรมก็ยังคงติดตามตัวไปอยู่นั่นเอง ไม่ปล่อยเราเลยจนกว่าจะใช้หนี้ได้หมด
แทนการพยายามหาทางลัดในการหนีกรรม ลองกัดฟัน เปลี่ยนเส้นทางกรรม ดูจะดีกว่า เพราะนั่นจะเป็นไปได้จริง และก่อให้เกิดความสุขในระยะยาว วิธีเปลี่ยนเส้นทางกรรมทำได้ดังนี้
๑) ให้ทราบกติกาของกรรมไว้อย่างหนึ่ง คือ ตราบใดยังผูกเวรแม้ด้วยใจ ตราบนั้นเราจะยังเป็นผู้อยู่บนเส้นทางกรรมเดิม บางคนรู้สึกว่าตัวเองให้อภัยไปหมดแล้ว เอ่ยปากขอกรวดน้ำคว่ำกะลาไม่ต้องมาเจอกันอีกแล้ว แต่ใจแท้ๆยังเคลือบด้วยความเคือง อันนั้นแหละคือสายใยที่ยังโยงเราไว้กับเส้นทางเก่าอยู่
๒) แม้ไม่ทราบว่าเราทำกรรมอันใดมาแต่หนไหนถึงต้องมารับผลกรรมซ้ำๆ แต่เราก็สามารถทราบได้ว่ากำลังเสวยผลกรรมอันทำให้เกิดทุกข์ด้วยอาการหนึ่งๆเป็นประจำ เช่นถูกคนหลอก หรือถูกใครต่อใครทิ้งขว้าง หรือถูกทำร้ายร่างกาย ก็ให้ทำใจไว้ว่าเราคงเคยหลอกใครต่อใคร หรือเคยทิ้งขว้างใครต่อใคร หรือเคยทำร้ายร่างกายใครต่อใครมาเป็นประจำในอดีตชาติหนหลังนั่นเอง ดังนั้นก็ขอให้ตั้งใจทำในสิ่งที่เป็นตรงข้ามเสียในชาตินี้ คือคิดว่าเราจะไม่หลอกใคร คิดว่าจะไม่ทิ้งขว้างใคร และคิดว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายใคร ปกติคนเราชอบระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดนอย่างไรต้องเอาคืนอย่างนั้น ต่อให้เอากับเจ้าตัวที่ก่อเรื่องเดือดร้อนกับเราไม่สำเร็จ ก็อุตส่าห์จะพาลพาโลไปลงเอากับคนอื่นจนได้
๓) นอกจากคิดในเชิงตั้งรับคือไม่โต้ตอบให้เป็นบาปแล้ว ควรคิดในเชิงรุกคือให้ทำคุณกับคนอื่นด้วย ยิ่งถ้าเขาร้ายมาแล้วเราดีตอบ โดยไม่สนใจเรื่องทำคุณไม่ขึ้น ก็จะยิ่งเกิดผลด้านบวกทวีตัวสั่งสมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะพิสูจน์กำลังใจแล้วว่าแน่จริง
คำแนะนำเหล่านี้ดูเหมือนยุให้ยอมท่าเดียว นับว่าเสียเปรียบ ขอให้คิดว่าเราไม่ได้ยอมมนุษย์ด้วยกัน แต่เรายอมจำนน ขอทนรับผลกรรมของตนเอง ซึ่งเราลืมไปแล้วบ้าง หรืออาจจะยังไม่ลืมบ้าง คนอื่นเขาจะคิดว่าเราโง่ที่ยอมเสียเปรียบมนุษย์ด้วยกันก็ช่างเขา เราขอฉลาดในเรื่องกรรม ไม่ยอมติดอยู่ในข่ายวิบากชั่วให้ยืดเยื้อทรมานก็แล้วกัน
จำง่ายๆคือ ถ้าเป็นทุกข์เพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แล้วเราไม่ผูกพยาบาท ไม่ผูกใจเจ็บให้เป็นเวรต่อเวร สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีพิสูจน์ได้ในภายในคือความรู้สึกสงบสุข และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแบบที่เราไม่สามารถล่วงรู้ด้วยหูตา คือวิบากกรรมจะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆในแต่ละครั้งที่เราตัดสินใจไม่ต่อเวร ไม่ผูกใจเจ็บ
การไม่ผูกใจเจ็บ ไม่ลงมือตอบโต้ก่อเวรต่อ แถมยังพยายามทำคุณกับผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น หาใช่เป็นเพราะเราอยากแกล้งแสดงบทเป็นพ่อพระหรือแม่พระ แต่เป็นการตั้งใจยกเอาตนเองออกจากเส้นทางอุบาทว์สายเดิมขึ้นสู่เส้นทางใหม่ ไกลออกมาเรื่อยๆ ปกติถนนหนทางเส้นใหม่ย่อมมีบ้านเรือนและผู้คนแปลกตาอย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น บนเส้นทางกรรมใหม่เราก็จะเห็นผู้คนและสถานการณ์แปลกใหม่ในทางดีกว่าเดิมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
ตระหนักเถิดว่าเส้นทางกรรมไม่ได้เริ่มสร้างขึ้นที่ภายนอกตัว แต่เริ่มสร้างขึ้นที่ใจอันคิดไปต่างๆภายในเราเอง อย่าหวังเปลี่ยนแปลงคนที่อยู่นอกตัว แต่ให้หวังเปลี่ยนแปลงความคิดที่อยู่ในตัว แม้อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะเห็นผลเปลี่ยนแปลงปรากฏขึ้นที่โลกภายนอก แต่อย่างน้อยเราก็ได้ความเบาใจเป็นสิ่งตอบแทนมาในทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา คือเบาใจว่าเรากำลังจะเปลี่ยนเส้นทาง เรากำลังจะไม่ต้องหม่นใจเพราะมัวหมกมุ่นครุ่นคิดเปลี่ยนแปลงเรื่องข้างนอก เราจะมีความสุขและอบอุ่นอยู่กับใจอันเป็นกุศล เมื่อรู้จักใจที่ วางอาวุธ อย่างแท้จริง เราจะไม่ถามใครว่าทำได้แล้วเป็นสุขเพียงใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเองเป็นธรรมดาย่อมบอกเราเหมือนคนพูดเสียงดังฟังชัด
ถ้าหากช่วงแรกรู้สึกท้อเกินที่จะทน จะลองหมั่นทำบุญ สวดมนต์ภาวนา หรือหาหนังสือธรรมะมาอ่านบ้างก็ดีครับ เพราะถ้าจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกหม่นหมองมากๆแล้วก็จะยิ่งเสียกำลังใจลงทุกที แต่ถ้ายกตัวเองขึ้นจากหนองน้ำแห่งความเศร้าด้วยกรรมที่ทำให้ชื่นใจในปัจจุบัน คุณจะมีแรงสู้ต่อ และเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งทุกอย่างจะต่างไป