ถาม ต้องการเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนตามหลักการที่เหมาะสม แต่บางครั้งไปเจอของใช้ดีๆ หรือเจอโอกาสงามๆ ก็อยากเอามาบอกต่อให้เพื่อนๆรู้ แต่ก็เหมือนไปทำให้พวกเขาเกิดกิเลส อยากมีอย่างเราบ้าง หรืออาจหมั่นไส้ไปเลย อยากทราบว่าจะแยกแยะอย่างไร เอาอะไรตัดสินว่าเจตนาดีหรือมีความอยากโอ้อวดกันแน่ เพราะมันปนๆกันจนแยกยาก
การบอกต่อให้ผู้อื่นได้ดีตาม หรือได้เป็นอยู่ดีขึ้น หรือมีของใช้สอยดีขึ้น เรียกว่า ให้ความรู้กับเขาเป็นทาน การทำทานที่ถูกคือทำด้วยจิตอนุเคราะห์ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการแข่งขัน ไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้เขาเห็นว่าเรามีดีกว่า ไม่ใช่บอกเพียงเพื่อให้เขารู้ว่าเรารู้
ที่จะแยกแยะได้อย่างชัดเจน ขอให้คุณลองแบ่งอาการของจิตออกเป็น ๓ ช่วง
๑) ก่อนบอกต่อ คือคุณมีของดีแล้ว หรือไปเห็นของดีแล้ว เกิดน้ำใจคิดบอกต่อด้วยความบริสุทธิ์ใจเพียงใด หากมีความบริสุทธิ์ใจแล้ว จะเกิดปีติ เกิดความเบา หรือกระทั่งมีใจอยากยิ้ม เพราะธรรมชาติของจิตคิดอนุเคราะห์นั้นมีลักษณะเป็นเมตตากรุณา ผลของเมตตากรุณาอันบริสุทธิ์แท้จริงจะได้แก่จิตทันที คือเบิกบานอิ่มใจ เหมือนเกิดรอยยิ้มจากภายในส่งแผ่ออกไปภายนอก
๒) ขณะบอกต่อ คือคุณกำลังเอาของมาล่อตาเขา อาจจะแค่วางหนังสือเล่มโปรดไว้บนโต๊ะทำงานให้คนผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วสะดุด หรือไม่คุณก็พูดเข้าหูเขาโดยตรง อาจสาธยายกระตุ้นความสนใจด้วยวิธีพูดในแบบของคุณ หากขณะนั้นยังมีความเบาใจ มีปีติสุขเหมือนกับหรือยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ที่ตั้งใจบอกต่อ ก็แปลว่าเมตตากรุณาของคุณยังอยู่ดี ไม่ถูกแทรกแซงด้วยกิเลสประเภทอยากให้ใครอิจฉา
๓) หลังบอกต่อ คือเขาเกิดติดใจแล้ว เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นแล้ว หรือเกิดความอยากได้อยากมีกันแล้ว หากคุณทราบเช่นนั้นแล้วปลาบปลื้มยินดี และยังนึกพอใจที่เพื่อนหรือกลุ่มคนจะขวนขวายหาของดีมาใช้บ้าง ก็แปลว่ากระแสเมตตากรุณาของคุณต่อติดตลอดสายครบวงจร โดยไม่มีข้อน่าติติงใดๆเลย
คุณเองจะรู้อยู่แก่ใจอันเป็นภายใน ว่าก่อนบอกต่อ ขณะบอกต่อ และหลังบอกต่อนั้น มีความทะยานอยาก มีความทุรนทุราย มีความปรารถนาจะเป็นที่อิจฉาของบรรดาเพื่อนฝูงหรือไม่ อาการดังกล่าวจะแสดงตัวเป็นความเร่าร้อน กระวนกระวาย หรือทึบหนักไม่เป็นสุข แต่ความเร่าร้อนกระวนกระวายก็อาจปรากฏเป็นของน่ายินดี เพียงเพราะคุณเกิดโสมนัสที่ได้เหนือคนอื่น
วิธีที่จะดู แยกแยะ ตลอดจนเห็นน้ำจิตน้ำใจตนเองตลอดสาย คือคอยสอดส่องเปรียบเทียบ ว่าขณะนั้นกายร้อนหรือเย็น กายเกร็งหรือผ่อนคลาย สายตากระเหี้ยนกระหือรือหรือทอดอ่อนสงบนิ่ง จิตใจมีความซัดส่ายทึบหนักหรือว่าซื่อตรงโปร่งสบาย ฝึกเห็น ฝึกเทียบ ฝึกทัน แล้วคุณจะรู้จักตัวเองไปเรื่อยๆ จิตจะฉลาดเลือกภาวะที่ดีกว่าในที่สุด
ถาม บางทีผมเห็นหมู่เยาวชนส่วนหนึ่งชอบโอ้อวดประชันกันด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ หากโอ้อวดในลักษณะนี้แล้วทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ มีความเร่าร้อนใจ จะต้องได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง แตกต่างจากการโอ้อวดโดยมีเจตนาประชันว่าใครเหนือใครอย่างไรครับ?
ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างวังวนของการแข่งได้ แข่งดี แข่งมี แข่งเป็น คนเราเห็นอะไรเป็นเรื่องน่านิยม น่าสนุก น่าติดใจ ก็เท่ากับเอาตัวเข้าไปโดนจองจำในโลกของความเป็นเช่นนั้นแล้ว
การแข่งประชันย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกไม่เป็นมิตร รู้สึกเขม่นเข่นเขี้ยว ตลอดจนรู้สึกหมั่นไส้ได้แบบไม่ต้องมีเหตุผล คือเห็นคนชอบแข่งได้แข่งดีประเภทเดียวกันแล้วไม่ถูกชะตาโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องจองเวรกันมาแต่ปางไหน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนเจอกันแล้วไม่ชอบหน้าเอาเสียเลย แต่คบๆกันจริงๆกลับรู้สึกดี ถูกอัธยาศัยกัน และมีแต่เหตุการณ์ดีๆร่วมกัน นั่นก็เพราะกรรมสัมพันธ์เดิมๆนั้นดีอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังไว้ด้วยเงากรรมอันเกิดจากความคิดแข่งได้แข่งดีในชาตินี้เท่านั้น หรือไม่บางคนผิวนอกชอบคุยโม้ แต่จิตใจมีเมตตาดี อันนี้โดยรวมก็อาจเป็นที่รักได้มากกว่าถูกชังในระยะยาว
หากเป็นพวกชอบอวดในลักษณะยกตนข่มท่าน อันนี้จะมีผลหนักหน่อย ผลของการยกตนข่มท่านจะมีส่วนให้เป็นผู้มีอายุขัยสั้น มีส่วนให้เป็นผู้มีผิวพรรณวรรณะไม่น่าชม มีส่วนให้เป็นผู้มีความสุขน้อยกว่าที่ควร และมีส่วนให้เป็นผู้มีอำนาจในตัวน้อย ตรงข้ามกับผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น ไม่คิดย่ำยีน้ำใจใครด้วยอำนาจในมือ อย่างนี้จะมีส่วนให้เป็นผู้มีอายุยืนยาว มีส่วนให้เป็นผู้มีผิวพรรณวรรณะงาม มีส่วนให้เป็นผู้มีความสุข และมีส่วนให้เป็นผู้มีอำนาจวาสนาไม่น้อยหน้าคนอื่น
บางทีคุณอาจสงสัยว่าทำไมพวกชอบก้าวร้าว สำรากคำหยาบวางอำนาจบาตรใหญ่เป็นปกติจึงเป็นผู้มีกำลัง มีอำนาจ มีวาสนาได้ อันนั้นขอให้ทราบเถิดว่าอำนาจทุกชนิดมิใช่สิ่งที่ได้มาโดยบังเอิญ และจะถูกทำลายหรือตัดรอนลงก็ด้วยความไม่บังเอิญเช่นกัน บางคนแข็งแรงห้าวหาญด้วยกรรมดีชนิดอื่น เช่นเคยเป็นผู้มีความคิดช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองภัยให้ผู้ด้อยกำลังเป็นนิตย์ แต่ความแข็งแรงห้าวหาญในชาติปัจจุบันอาจทำให้เหลิงลำพอง ชอบวางก้าม ชอบข่มขู่ ชอบเกทับคนอื่นเพื่อความสะใจในอิทธิพลแห่งตน อันนั้นแหละตัวตัดรอนอำนาจในตน วิบากจะเหวี่ยงเขาไปสู่ความเป็นขั้วตรงข้าม คือเกิดใหม่จะถูกข่มเหง จะถูกกดขี่ จะถูกย่ำยีให้รู้สึกต่ำต้อยด้วยประการต่างๆได้ชั่วนาตาปี ซึ่งรากของนิสัยเสียๆก็มาจากความคิดอยากโอ้อวดโดยปราศจากเมตตาการุณย์นี่เองครับ
ถาม สมัยเรียนเคยเรียนกับครูกวดวิชาในกรุงเทพฯ ผ่านมาหลายปีกลับบ้านต่างจังหวัดและเปิดสอนพิเศษ ก็คิดจะเอาเอกสารเก่านั้นมาสอน แต่เห็นในเอกสารนั้นระบุว่าห้ามทำซ้ำ ห้ามขาย ตัวเองคิดแค่ทำซ้ำเพื่อสอน แต่ไม่คิดขาย อย่างนี้จะถือว่าผิดศีลว่าด้วยการขโมยของหรือไม่?
กรณีที่มีผู้คิดค้นหรือขีดเขียนสิ่งใดด้วยตนเอง และแสดงความหวงแหน โดยบ่งบอกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า
ฉันไม่ให้เธอเอาไปใช้ต่อ หากเราฝ่าฝืน ก็เท่ากับมีส่วนกรรมแห่งการละเมิดสิทธิครอบครองของเขาครับสิทธิครอบครองเป็นความสะเทือนที่มีพลัง เมื่อถูกต้องพลังนั้นด้วยวิธีล่วงละเมิดข้อห้าม ธรรมชาติก็ตัดสินให้กลายเป็นกรรมไม่ดีขึ้นมาทันที แม้บางครั้งเราจะมีเจตนาเป็นกุศล เช่นเห็นว่าแบบวิธีสอนจะได้ประโยชน์กับนักเรียนก็ตาม
ผลของการให้ปัญญาจะทำให้เป็นผู้มีปัญญา แต่ผลของการเอาทรัพย์สินทางปัญญามาใช้โดยเจ้าของไม่มีความยินดีอนุญาต ก็อาจเกิดวิบากเป็นการตีตรวนทางปัญญาได้เช่นกัน กล่าวคือแม้มีปัญญามาก ก็เหมือนไม่กล้าคิด ไม่กล้าค้น และไม่มั่นใจในสติปัญญาของตนเอง (สังเกตดูเถิดว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นกันอย่างที่ว่านี่แหละ)
ขอแนะนำอย่างนี้นะครับ ลองเชื่อมั่นในวิทยาทานซึ่งมักให้ผลเร็ว เรายิ่งสอนด้วยจิตคิดอนุเคราะห์ ยิ่งสอนด้วยจิตคิดสร้างผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ คุณภาพแห่งสติปัญญาเราก็จะเติบโตรวดเร็ว ชนิดที่สอนเทอมเดียวอาจเกิดหัวคิดแล่นปรูดปราด เชื่อมโน่นมาโยงนี่ อธิบายได้หลากแง่หลายมุมขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่ให้ก็อย่าไปง้อ ลองเขียนชีตด้วยตนเองดูบ้าง ยังไม่ต้องเนี้ยบมากหรอก เอาแค่พอให้เขาใจแบบมาตรฐานได้ก็พอ เริ่มจากก้าวแรกเล็กๆที่เก็บตกได้จากการสอนทีละครั้งทีละหน คำพูดเล็กๆของเรา ตัวอย่างเล็กๆของเรา ค่อยๆสังเกตว่าคำอธิบายใดของคุณโดนใจเด็ก ทำให้เด็กพยักหน้าได้ ทำให้คุณเชื่อมั่นในวิธีการของตัวเองได้ ก็ให้โน้ตไว้ พอบันทึกเป็นเรื่องๆแล้วเอามารวมกันจะเห็นว่ากลายเป็นกองโตไปโดยไม่รู้ตัว คุณจะเกิดความบันเทิงเริงใจและเชื่อมือตัวเองมากขึ้น กระทั่งกล้าจับกล้านำเนื้อหาทั้งหมดมาร้อยเรียงเสียใหม่ด้วยหนึ่งสมองและสองมือของคุณเอง
ปัญญาแบบสร้างสรรค์เริ่มต้นจากตรงนี้แหละครับ คุณมีโอกาสทองแล้ว วิทยาทานอันมาจากสมบัติคือสมองของคุณเองนั้น ยิ่งให้มากก็จะยิ่งได้อานิสงส์เป็นความเชี่ยวชาญมาก เชื่อมั่นในสติปัญญาตนเองมาก ตลอดจนกระทั่งหูตากว้างขวางในสาขาวิชานั้นๆมาก หากทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีๆ คุณจะยืนอยู่ระดับเดียวกับติวเตอร์ผู้เขียนชีตที่คุณว่าดี หากทำอย่างไม่ขาดสายไปจนตาย ชาติหน้าคุณจะเกิดมาพร้อมกับหยักสมองมากกว่าคนปกติ มีความริเริ่มคิดอ่านสร้างสรรค์ มีความสามารถแก้ปัญหาได้เกินระดับเฉลี่ย นั่นเป็นสิ่งที่น่าชื่นใจมิใช่หรือ?