ถาม – เขาว่าเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ ขึ้น จะมีนิวเคลียร์ลง ผู้คนจะตายเป็นร้อยล้านพันล้าน ถ้าใครทำดีมากๆแล้วจะรอดได้ อยากถามคุณดังตฤณว่าคำทำนายนี้เป็นจริงหรือไม่?

สิบกว่าปีก่อนผมเคยอ่านคำทำนายที่ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือ ค.ศ. ๑๙๙๙ จะมีมหาสงครามนิวเคลียร์ ผู้คนล้มตายกันทั่วโลก แต่คนดีๆจะมีสิทธิ์อยู่ต่อ บางแหล่งถึงกับระบุทีเดียวว่าจะมีกรวยสีรุ้งพุ่งจากฟากฟ้าลงมาปกป้องอภิบาลคนดีมีศีลสัตย์ให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายจากระเบิดล้างโลก

ครั้งนั้นผมก็ขมวดคิ้วสงสัยแล้วว่าเอ๊! คนเลวตายหมด แต่คนดีผีคุ้ม ไม่ตายง่ายๆ มิแปลว่าผลของการเป็นคนดีคืออยู่ทรมานต่อจากพิษกัมมันตภาพรังสีหรอกหรือ? คิดดูซิครับ โลกหลังมหาสงครามนิวเคลียร์น่ะมันจะไปเหลืออะไรนอกจากฝุ่นพิษ อาหารการกิน น้ำไฟและความเป็นอยู่ต่างๆคงย่ำแย่เหลือรับประทาน

คำทำนายทำนองนี้เหมือนจะเอาใจคนทั่วไปที่ไม่อยากตาย หรือเป็นกุศโลบายให้คนเร่งขวนขวายทำความดีกัน ส่วนดีก็ดีแหละครับ แต่ส่วนไม่ดี ที่เป็นผลกระทบข้างเคียง คือความเข้าใจผิด สำคัญผิด และเชื่อมโยงเรื่องกรรมวิบากกันผิดๆ เป็นเหตุให้เสื่อมศรัทธาได้ง่ายๆถ้าผลออกมาไม่ตรงกับคำทำนาย ยกตัวอย่างเช่นยังไม่ทันเกิดสงครามนิวเคลียร์ คนดีมีศีลสัตย์ถูกไฟดูดตายโดยไม่มีปาฏิหาริย์ที่ไหนช่วย คนรู้ข่าวก็จะมองกันว่าไหนบอกคนดีผีคุ้มไง ทำไมงอก่องอขิง ไหม้เกรียมเป็นที่น่าสลดสังเวชขนาดนี้?

ถ้ามองแบบคนกลัวตาย ยังยึดติดกับสุขขี้ปะติ๋วในโลก คุณก็ต้องอยากฟังคำทำนายประเภทตัวเองดีพอ มีบุญพอจะอยู่ต่อ แต่หากคุณมีศรัทธาในบุญอย่างแท้จริง และตระหนักว่าบุญจะเป็นที่พึ่งให้คุณสบายกว่านี้ ก็คงคิดไปอีกอย่างหนึ่งครับ คือถึงตายโหงก็ตายโหงอย่างคนมีบุญ ร้องจ๊ากใหญ่ๆสักนาทีหนึ่งแล้วได้ไปหัวเราะร่าหรรษาบนสวรรค์อีกครึ่งกัปครึ่งกัลป์ อย่างนี้จะต้องไปกลัวอะไร

ทำดีมากๆในชาตินี้ ไม่เกี่ยวกับตายเร็วหรือตายช้าหรอกครับ ไม่เกี่ยวกับตายสงบหรือตายน่าสังเวชด้วย แต่จะเกี่ยวกับตายแล้วไปไหนมากกว่า อย่างไรทุกคนก็ต้องทยอยจากกันไปหมดอยู่แล้ว ถ้าคุณกำลังอ่านบรรทัดนี้อยู่ ก็แปลว่าเหลือเวลาให้ทำใจเชื่อเรื่องบุญกรรมกันอย่างถูกต้องพอสมควร ก่อนตายไม่ควรหวาดผวา แต่ควรเตรียมเนื้อเตรียมตัว เตรียมใจใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อความไปสู่สุคติ หรือเพื่อความสิ้นสุดทุกข์ร้อนถาวรต่อไป

อีกประการหนึ่ง เรื่องตื่นข่าวหายนะระดับประเทศหรือระดับโลกนั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องงมงายเสียทีเดียว เพราะช่วงที่ผ่านมาเกิดเรื่องเลวร้ายมากมายเสียจนคนหายประมาทกันเยอะ แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้พิจารณาตามจริงด้วยว่าคำทำนายเกี่ยวกับหายนะระดับช้างนั้น ผิดมากกว่าถูก ถ้าเหมารวมได้ทั้งหมดคุณอาจตาค้างด้วยความประหลาดใจ คือร้อยคำทำนายจะมีสักหนึ่งหรือน้อยกว่านั้นที่เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นจริงๆ ชนิดตรงเผงทั้งเวลา สถานที่ และบุคคลผู้ก่อการ

เมื่อข้อเท็จจริงตามสถิติคือ ‘เป็นไปได้ต่ำที่จะทายถูก’ พวกเราก็ควรกำหนดใจเชื่อไว้น้อยๆด้วยเหมือนกัน เหตุการณ์ระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับวิบากกรรมของคนเรือนล้านนั้น ไม่ใช่รู้กันง่ายๆหรอกครับ บางคนฟังคำทำนายแล้วก็วิ่งเต้นเข้าพิธีไสยศาสตร์บ้าง ตระหนกตกตื่นจนท้อแท้ไม่อยากทำอะไรเลยบ้าง หรือกระทั่งสิ้นหวังขนาดอยากฆ่าตัวตายไปล่วงหน้าบ้าง (เพราะคิดๆอยู่ก่อนหน้าแล้วจากเรื่องรันทดในชีวิตตน) เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตที่เหลือไม่คุ้มค่า เป็นไปเพื่อถูกอุปาทานครอบงำให้จิตเป็นอกุศลเปล่าโดยแท้

ผมว่าเรามาเตรียมตัวกันแบบชาวพุทธจริงๆกันดีกว่าครับ ชาวพุทธเป็นอย่างไร? เป็นคนที่พยายาม ‘รู้ตามจริง’ ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ ‘เชื่อตามกัน’ โดยปราศจากการพิจารณา

และด้วยท่าทีของชาวพุทธ ผมอยากตั้งข้อสังเกตดังนี้

๑) ยอมรับตามจริงว่าปัจจุบันโลกตกอยู่ในเงื้อมเงาของอันตรายหลายประเภท อย่าดึงดันปฏิเสธแบบหัวดื้อตาใส ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ พวกเชื่อเรื่องภัยพิบัติคือกลุ่มคนที่งมงายเท่านั้น

๒) เมื่อเกิดคำทำนายใดๆ ทั้งจากฝั่งหมอดูและจากฝั่งนักวิทยาศาสตร์ ขอให้ตั้งสติฟังอย่างรอบคอบว่าจะเกิดอะไรขึ้น เช่นเร็วๆนี้มีข่าวว่าอุกกาบาตจะตกในอ่าวไทย ลือกันแพร่สะพัดต่างๆนานา ถือเอาจังหวะที่ผู้คนกำลังขวัญเสียจากสึนามิ โดยไม่คำนึงถึงหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ประกอบ หากพิจารณาคำทำนายดีๆแล้ว จะเห็นได้ตั้งแต่เมื่ออ่านหรือรับฟังในครั้งแรกนั่นเองว่าเป็นของเก๊ เป็นเรื่องของคนชอบเล่นสนุกกับความกลัวของมวลชน

๓) เมื่อใจกลัวก็อย่าทำปากแข็งว่ากล้า ขอให้ถือเป็นโอกาสศึกษาพุทธพจน์ ว่าท่าทีเกี่ยวกับการเตรียมตัวตายเป็นเช่นใด ตายด้วยจิตแบบไหนถึงจะคุ้ม ซึ่งขอสรุปรวบรัดโดยง่าย คือพระพุทธเจ้าท่านให้ระลึกถึงความตายเสมอๆ และความตายแบบมนุษย์สามัญก็ปราศจากร่องรอยนิมิตบอกเหตุเหมือนเทวดา เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาท ชะล้างสิ่งโสโครกใดได้ก็ชะล้างเสีย เตรียมเสบียงไว้เดินทางต่ออย่างใดได้ก็เตรียมเสีย ซึ่งเสบียงที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการมีปัญญาเห็นชอบ เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และสิ่งทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นสมบัติถาวรของเราหรือของใคร เมื่อใจไม่เปื้อนมลทินบาป สะอาดเอี่ยมด้วยบุญกุศล และเลิกห่วงหวงดิน น้ำ ไฟ ลมทั้งหลายในโลกหล้าที่ต้องมีอันแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เห็นอิสระทางใจอันเกิดจากความปล่อยวางเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด นั่นแหละครับ ท่าทีการเตรียมตัวตายแบบพุทธของแท้

หากจำที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ ก็ขอให้ระลึกสั้นๆว่า อย่ากลัวตายร้าย แต่ขอให้กลัวจะอยู่อย่างไม่ได้เตรียมตัวไปดี ก็แล้วกัน ถ้าเปลี่ยนค่านิยมใหม่เสียได้ ไม่เอาแต่กลัวตายโหง ไม่เจาะจงอยากแก่ตายอย่างสงบ คุณจะไม่ตื่นเต้นกับคำทำนายหายนะโลกเก๊ๆอีกต่อไปครับ

ถาม – กำลังพยายามฝึกระงับความโกรธ แต่บางทีก็รู้สึกแปลกๆครับ คือช่วงหลังเวลาเจอคนด่า แทนที่จะโกรธกลับพอใจ เหมือนมีความกระหยิ่มยิ้มย่อง หรือเหมือนสะใจที่ถูกว่าเสียๆหายๆ เกิดความไม่แน่ใจว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า? อีกอย่างหนึ่ง บางทีแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ผมก็ยังเห็นตัวเองโกรธได้แบบหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ ฟังดูแปลกๆนะครับ แต่ก็เป็นอย่างนี้จริงๆ อยากขอคำปรึกษา เพราะเดี๋ยวผิดพลาดขึ้นมาจะกลายเป็นคนติงต๊องไป

เพื่อให้เข้าใจง่ายว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ผมขอแยกประเภทความโกรธคร่าวๆดังนี้

๑) โกรธธรรมดา ขาดสติ หัวฟัดหัวเหวี่ยง กว่าไฟโกรธจะดับได้ต้องใช้เวลานาน อันนี้เป็นเรื่องของคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่คิดฝึกสติสู้กับความโกรธ

๒) โกรธแบบมีสติอ่อนๆ คือเริ่มฝึกตั้งสติในช่วงแรกๆ อาการจะเหมือนๆกัน คือขาดสติก่อน แล้วสติค่อยตามมาทันทีหลัง ตอนโกรธอาจโกรธแรง แต่เมื่อมีสติแล้ว ถึงแม้กำลังจะอ่อนเพียงใด ก็ยังผลให้จิตไม่ถลำเต็มเหนี่ยวไปโดนย่างในไฟโกรธ แต่อาจอึดอัดทรมานจากการฝืนใจข่มโทสะบ้าง นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดา

๓) โกรธแบบมีสติแข็งขึ้น คือฝึกตั้งสติบ่อยๆ อาการจะขาดสติก่อนเหมือนกัน สติตามมาทันในภายหลัง แต่ข้อแตกต่างที่ชัดเจนคือขั้นนี้จะโกรธไม่แรงแล้ว ไม่ถลำแล้ว ไม่อึดอัดขัดแย้งกับการฝืนใจข่มโทสะมากแล้ว พูดง่ายๆว่าเริ่มรับอานิสงส์จากการฝึกสติสู้ความโกรธแบบได้น้ำได้เนื้อมากขึ้นเรื่อยๆ หน้าใส ใจเบาได้ในทุกกรณี จนคนข้างเคียงอาจไถ่ถามว่าทำอย่างไรจะเป็นสุขได้เท่าคุณบ้าง

๔) โกรธแบบเหมือนไม่โกรธ คือฝึกตั้งสติจนเป็นอัตโนมัติแล้ว ความโกรธเกิดปุ๊บ สติเกิดทันกันปั๊บ ไม่ใช่ว่าไม่โกรธเลยนะครับ คนไม่โกรธเลยต้องปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอนาคามีขึ้นไป คนธรรมดาหรือแม้อริยะสองชั้นต้นก็ยังโกรธได้อยู่เมื่อเจอเรื่องกระทบ แต่จุดสำคัญคือ เมื่อฝึกสติแล้ว ความโกรธย่อมครอบงำจิตผู้ฝึกไม่ได้ ความโกรธย่อมก่อทุกข์ทรมานกระสับกระส่ายแม้ทางใจของผู้ฝึกไม่ได้ เหมือนหมองูที่เก่ง แม้ยังต้องอยู่ร่วมกับงูพิษในบ่อ ก็ไม่มีงูพิษหน้าไหนทำอันตรายเขาได้อีกแล้ว

กลับมาถึงคำถามของคุณนะครับ อาการแบบของคุณจะอยู่ในระหว่างข้อ ๓ กับข้อ ๔ คือจิตเริ่มฉลาดบ้างแล้ว ไม่เอาตัวเองไปย่างอยู่ในไฟโกรธแล้ว แต่จะมีอาการเหมือนแกล้งยิ้ม หรือกระหยิ่มลำพองทำนองข้าชนะแล้ว ข้าไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาแล้ว ความกระหยิ่มลำพองนั้นจึงก่อให้เกิดปีติแบบปลอมๆขึ้นมา เป็นปีติที่เหมือนฉีดแรง แต่หากสังเกตอย่างใกล้ชิดจะเห็นว่าพื้นฐานเบื้องหลังเป็นเพียงความสุขเก๊ๆ หาความสัตย์จริงมิได้ วันดีคืนดีใจอาจลุกพรึบเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาได้อีกเสมอ

ที่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำหลักการฝึกสตินั้น เวลาเราวางเฉย ไม่ได้แกล้งวางเฉยกับเรื่องข้างนอกนะครับ แต่ให้วางเฉยกับความโกรธข้างในตัวเองต่างหาก คือพอความโกรธปรากฏ ก็ยอมรับว่าความโกรธปรากฏ ไม่ใช่ไปแกล้งบอกตัวเองว่าความโกรธไม่ปรากฏ เราแน่ เราไม่โกรธ เราไม่ถือสา

จากนั้นจึงเห็นให้ได้ตามจริงว่าความโกรธนั้นมีลักษณะแปรปรวนเป็นธรรมดา ต่อให้เรานึกสนุกอยากอมทุกข์จากความโกรธไว้ไม่ปล่อย อย่างไรความโกรธก็ต้องสลายหายไปอยู่ดี ในทางตรงข้ามถ้ากำลังส่งของเหตุปัจจัยยังแรง ต่อให้เราอยากขับไล่ความโกรธออกจากจิตใจเราให้พ้น ความโกรธนั้นก็จะยังแสดงตัวเป็นไฟผลาญลนเราอยู่ดี

อีกประการหนึ่ง หลายคนมักคิดแบบก้าวกระโดด คือฉันจะฝึกตนไม่ให้เป็นผู้ถือโกรธอย่างสิ้นเชิง การฝึกสติตามลำดับขั้นนั้น ที่ถูกคือ

๑) ถือศีล คือตั้งใจถือศีลข้อที่เกี่ยวกับความโกรธให้ได้ก่อน คือแม้โกรธแค่ไหนก็ไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ตัวเจตนารักษาศีลให้ได้สะอาดผ่องแผ้วนั่นแหละ สติขั้นพื้นฐานที่พร้อมให้ต่อยอดขึ้นไป

๒) คิดเป็นเมตตา คือพิจารณาด้วยความคิด ด้วยการคำนึงนึกให้เห็นโทษเห็นภัย เห็นความไร้สาระของไฟโกรธ รู้ตามจริงว่าเรื่องร้ายแรง หรือคำด่าร้ายกาจขนาดไหน ก็เป็นแค่ของหยาบ ของไร้ราคาประดุจเกลือ ไม่คุ้มกันกับความสุขทางใจของเราซึ่งเปรียบเหมือนพิมเสน เอาไปแลกกันให้โง่ทำไม เมื่อใจยอมรับจริงๆ คุณจะรู้สึกว่าจิตใจนุ่มนวล เยือกเย็น และพลอยคิดกับคนที่ทำให้เราโกรธในทางดีได้ไม่ยากเลย

๓) มีสติรู้ความไม่เที่ยง นี่เป็นขั้นสุดท้ายที่ปีกกล้าขาแข็งแล้ว คือเมื่อมีเรื่องให้ต้องโกรธ ก็ยอมรับความจริงว่าความโกรธเกิดขึ้น แต่ไม่ยินร้าย แล้วก็ไม่ยินดีกับความโกรธนั้น แค่ตั้งสติรู้อยู่ว่าความโกรธเป็นอย่างไร จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ค่อยดูอีกทีว่า ‘ความไม่โกรธ’ เป็นอย่างไร เมื่อเห็นความต่างชัดๆ ก็จะบังเกิดความประหลาดใจว่าเออ! ความโกรธมันไม่ใช่เรานี่ ตัวเรากับความโกรธมันคนละตัวกันนี่

หวังว่าคงเข้าใจและมีความสุขกับหลักการของพระพุทธเจ้าถ้วนหน้ากันนะครับ