ถาม – ชื่อและนามสกุลของคนเรา ถ้าเปลี่ยนแล้วจะทำให้ชะตาดีขึ้นหรือเลวลงจริงหรือไม่ครับ?

ตอบแบบฟันธงสั้นๆเลยคือจริงครับ! ผมเชื่อว่าชื่อคนมีอิทธิพลกับความรู้สึกนึกคิดของเจ้าตัว เชื่อว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วจะมีผลกระทบกับชีวิตโดยรวมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลไม่เป็นเรื่องจริง หรือไม่มีมูล หรือไม่ช่วยให้อะไรๆดีขึ้น วิชานามมงคลคงไม่แพร่หลาย และคงไม่มีการประกอบอาชีพทางนี้กันมาก

แต่ศรัทธาและความเชื่อดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นไปในทำนองเดียวกับที่เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวมีอิทธิพลกับชีวิตคุณจริงๆ เช่นถ้าจัดห้องเสียใหม่ ความรู้สึกของคุณจะแตกต่างไป วิธีคิด วิธีใช้ชีวิตในห้องนั้นจะไม่เหมือนเดิม อารมณ์ในขณะพักผ่อนหรือทำงานจะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

ทุกสิ่งที่เชื่อมโยงกับคุณอย่างใกล้ชิด หรือกระทั่งชี้ตรงมาแสดงความเป็นคุณ ล้วนมีบทบาท มีอิทธิพลเล็กใหญ่กับคุณเสมอ พวกที่ฝักใฝ่เรื่องเคล็ดลางจะไม่ละเลยแม้กระทั่งการก้าวเท้าใดออกจากตัวบ้านก่อนด้วยซ้ำ

สรุปคือชีวิตคุณทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน ก็ต้องมีผลกระทบในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน และคุณจะเห็นผลต่างอย่างรวดเร็วเสียด้วยถ้าเปลี่ยนสิ่งที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นคุณแบบโต้งๆ

ชื่อและนามสกุลนั้น มองเผินๆเป็นเพียงสัญลักษณ์ใช้บ่งบอกว่าใครเป็นใคร จะให้เรียกว่าอย่างไร แต่ในทางลึกแล้ว ชื่อของคนๆหนึ่งมีความสัมพันธ์กับลักษณะจิตใจ ฤกษ์เกิด ฤกษ์ดำรงอยู่ และฤกษ์แห่งการตายไม่มากก็น้อย เมื่อเราสำคัญว่าตนเองมีนามเช่นไร นามดังกล่าวจะก่อให้เกิดภพแห่งความเป็นเช่นนั้นขึ้นมาอย่างหนักแน่น เหมือนคลื่นรบกวน หรือเครื่องจรรโลงใจที่อยู่ติดตัวแต่ละคน จึงไม่น่าฉงน หากมีตำราที่แค่รู้ชื่อก็สามารถทายทักได้ถูกว่าชีวิตที่ผ่านมาวนเวียนอยู่กับสภาพเช่นไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม นามของแต่ละคนเป็นปัจจัยหนุน ไม่ใช่ปัจจัยนำ หมายความว่าชีวิตคุณจะดีขึ้นหรือเลวลงในระยะยาวนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนามเป็นหลัก แต่กรรมดีกรรมชั่วที่ทำเป็นอาจิณต่างหาก ที่ใช่

การเปลี่ยนชื่ออาจทำให้อะไรๆดีขึ้นได้แบบวูบวาบ แล้วกลับตกต่ำลงด้วยปัจจัยอื่นที่แรงกว่า มีผลยืดเยื้อยาวนานกว่ากัน แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ที่ดีขึ้นอย่างถาวร จะปรับสภาพชีวิตคุณให้ดีขึ้น แม้ทีละน้อย แต่ก็มั่นคงยั่งยืน กระทั่งโด่งถึงที่สุดแห่งความรุ่งเรืองได้

ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าคุณเป็นนักพูด ซึ่งต้องไปพูดต่อหน้าชุมชนจำนวนมากเป็นประจำ หากเปลี่ยนเสื้อแสงเสียใหม่ ภาพจะดูดีขึ้นหรือเลวลงทันที เสื้อผ้าจึงเป็นส่วนสร้างความรู้สึกมั่นใจ หรืออย่างน้อยก็เป็นปัจจัยให้ความรู้สึกเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของคุณเปลี่ยนแปลงออกมาจากภายใน พูดง่ายๆว่าการแต่งกายมีผลกระทบทั้งต่อความรู้สึกของคนอื่นและภาวะจิตใจคุณเอง

แต่หากคุณปรับเปลี่ยนวิธีพูด มีอารมณ์ขัน มีลูกล่อลูกชน มีการตั้งใจให้คุณแก่คนฟัง ผลจะแรงกว่าเปลี่ยนสไตล์แต่งตัวมาก คือหากพูดดี ฟังง่าย ฟังมัน แถมสื่อสารอันเป็นประโยชน์ให้คนเข้าใจชัดเจนทุกถ้อยกระทงความ คนจะหันมาฟังคำพูดของคุณมากกว่าดูการแต่งกายของคุณ ต่อให้คุณแต่งตัวมอซอ ดูไม่ค่อยเข้าท่า ในที่สุดก็อาจกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ เกิดนักพูดฝีปากเอกในคราบซำเหมาขึ้นในวงการไป

นี่ก็ทำนองเดียวกัน สมมุติว่าคุณชื่อนายเหม็น ซึ่งเป็นชื่อโบราณ ไม่มีใครตั้งกันแล้ว แต่ถ้าคุณตั้งใจรักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ คำพูดมีแต่สรรเสริญคน ไม่ติฉินนินทาใคร อีกทั้งทำเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนรอบข้าง ในที่สุดชื่อของนายเหม็นผู้มีความประพฤติหอมหวนทวนลมจะฟุ้งเฟื่องขจรขจายกว้างไกล กลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ เป็นของแปลก ‘ดี’ ไปเสียอีก

คนไม่ค่อยเข้าใจความจริงข้างต้นนี้ ไปมองว่านามเป็นปัจจัยนำ เลยฝากความหวังกันไว้ผิดๆ นึกว่าเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลปุ๊บจะเกิดภูเขาทองขึ้นที่หลังบ้านทันที ความเชื่อผิดๆนี้จึงก่อให้เกิดการแนะนำผิดๆ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผิดๆมากกว่าจะถูกต้อง ตำราตั้งชื่อนั้นมีหลายเจ้า คนทั่วไปไม่มีวันทราบได้เลยว่านักตั้งชื่อมีหลักการน่าเชื่อถือแท้จริงลึกซึ้งแค่ไหน มีผลงานการตั้งชื่อใหม่ให้เกิดมงคลหรืออัปมงคลกับใครมาแล้วบ้าง

ตามประสบการณ์ที่เคยพบมา ผมเคยเห็นคนเปลี่ยนชื่อแล้วจิตบิดเบี้ยวไปจากเดิม คือความคิดความอ่านผิดเพี้ยน ไม่เป็นตัวของตัวเอง แถมชื่อใหม่เป็นเสมือนแรงดึงดูดเรื่องยุ่งๆสารพัดชนิดเข้ามาสู่ชีวิตตนด้วยซ้ำครับ!

ที่สุดของที่สุดคือถ้ากรรมดีด้วย นามดีด้วย ก็จะเกิดความสมบูรณ์แบบขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมไม่ต่อต้านเรื่องการตั้งชื่อใหม่ แต่อยากให้เข้าใจอย่างสมบูรณ์ครบวงจรครับว่าชื่อไม่ใช่ปัจจัยนำ กรรมทางความคิด การพูด และการกระทำต่างหากที่ใช่ ถ้าแค่ชักชวนกันสำรวจกรรมของแต่ละคน ถามเอาจากคนใกล้ตัว ไม่ต้องไปหาหมอดูที่ไหน ถามเขาว่าคุณมีกรรมอันเป็นตำหนิอย่างไรบ้าง พูดตรงไหนเป็นกาลกิณี รับทราบแล้วน้อมนำมาปรับเปลี่ยนเสียใหม่ให้มีดีขึ้น พูดตรงไหนเป็นศิริมงคล รับทราบแล้วน้อมมาพัฒนาให้ประเสริฐยิ่งๆขึ้นไปอีก เท่านี้คุณก็ได้ชื่อว่าสร้างกรรมที่เป็นมงคลกับชื่อตนเอง ไม่ใช่พยายามเอาชื่อใหม่ดีๆมาสวมทับกรรมไม่ดี ประดุจคนซื้อเสื้อขาวมาใส่ทั้งที่ยังไม่ชำระล้างสะสางกายครับ

ถาม – จะตัดใจจากคนรักเก่าได้อย่างไรคะ? พยายามทุกวิถีทางแล้ว ทั้งอ่านหนังสือ ทั้งสวดมนต์ ทั้งทำใจคิดต่างๆนานา พอใช้อุบายอย่างหนึ่งๆก็เหมือนจะได้ผลบ้าง แต่พอเวลาผ่านไป ใจก็วกกลับมาที่เก่าอีก กลุ้มใจมาก เหมือนจะไม่สามารถตัดได้ขาดอย่างแน่นอนตลอดไป

ที่คุณอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือพยายามนึกคิดไปต่างๆเพื่อให้เกิดการตัดใจนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นแค่ยาแก้ปวดชั่วคราว คุณไม่ได้กำจัดตัวเชื้อโรคที่ฝังอยู่ในตับไตไส้พุงออกไปเลย ฉะนั้นพอยาแก้ปวดหมดฤทธิ์ เชื้อโรคก็มาผลัดเวรแผลงฤทธิ์ต่อ

อาการที่ถูกต้องของการถอนพิษรักนั้น ไม่ใช่ความพยายาม ‘ตัดใจ’ เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่มีคมมีดชนิดไหนๆตัดได้ขาด พฤติกรรมทางจิตที่ถูกต้องคือ ‘สละออก’ ซึ่งเป็นอาการที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย เนื่องจากเคยชินที่จะ ‘เอาเข้าตัว’ กันทั้งนั้น ซึ่งนั่นแหละครับคือการเพาะชำนิสัยหวงทุกข์ หวงยางเหนียวยึดติดกับปฏิกูลทางอารมณ์โดยแท้

แต่ละคนมีพลังหรือศักยภาพในการสละออกแตกต่างกัน และศักยภาพดังกล่าวนี้ไม่ใช่มีกันด้วยความบังเอิญ กับทั้งไม่ใช่ความสามารถเฉพาะทาง จิตที่มีดี ที่สามารถสลัดขยะหรือปฏิกูลทางอารมณ์ออกได้ง่ายนั้น คือจิตของผู้ที่เคยชินกับการสละออกเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่เฉพาะเรื่องรักใคร่หรือเรื่องเงินๆทองๆอย่างใดอย่างหนึ่ง

นี่เป็นการมองภาพกว้างภาพรวม ถ้าคุณอ่านเกมของจิตออก จะเห็นความสัมพันธ์ทั่วถึงกันหมด ไม่มีใครฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตัดรัก แต่ทุกคนสามารถฝึกที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสละอารมณ์ส่วนเกินกันได้ทุกแง่

เมื่อพูดถึงการฝึก คุณจะต้องนึกถึงการทำไปตามลำดับขั้น จากง่ายไปหายาก ในที่นี้คุณจะฝึกสละ ก็ต้องไล่ลำดับจากการให้ในสิ่งที่สามารถให้ได้ง่ายๆก่อน สำคัญคือคุณต้องทำเป็นประจำ จนกระทั่งจิตเกิดความชินในอารมณ์อยากให้ อยากสละออก

ตามหลักการแล้ว การสละทรัพย์เล็กๆน้อยที่เป็นส่วนเกินของตนให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จัดเป็นอุบายฝึกจิตคิดสละขั้นพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่นถ้ามีหมาแมวจรจัดมาเข้าบ้าน (ซึ่งพบได้เป็นปกติทั่วทุกหัวระแหง) คุณเหลือเศษอาหารเช้าหรือเศษอาหารเย็นที่จะทิ้งอยู่แล้ว ก็แค่เอาใส่จานให้พวกมัน หรือแม้ถ้าคุณอยู่ในเขตที่มีน้ำมีบ่อซึ่งสัตว์เล็กๆอาศัยอยู่ เพียงสาดน้ำล้างจานอาหารที่มีเศษข้าวเศษเนื้อติดอยู่ลงไป โดยคิดว่าดีแล้ว เศษอาหารนี้จะตกถึงปากถึงท้องพวกสัตว์ในน้ำ นี่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่าเป็นที่มาแห่งบุญเช่นกัน

อย่าดูถูกว่าการให้ของเล็กน้อยเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเมื่อคุณให้จนเป็นอารมณ์ชินที่จะสละแล้ว ก็เป็นการเพาะนิสัยในทางทาน เป็นผู้สามารถให้โดยไม่จำเป็นต้องให้ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน อานิสงส์ของการเป็นบุคคลเช่นนั้นแหละ คือที่มาของกำลังของใจ ที่มาของความสามารถสละขยะส่วนเกินออกจากใจโดยง่าย

หากคุณยังไม่มีกำลัง ยังไม่รู้จักความสุขในการสละออก การทิ้งขยะย่อมยาก แต่เมื่อเริ่มเป็นสุขกับการทิ้งขยะบ้างแล้ว พอเกิดอารมณ์อาลัยบุคคลหรือวัตถุไร้ค่าใดๆ ใจก็ฉลาดพอจะเริ่มเห็นตัวอารมณ์นั้นเป็นส่วนเกิน ตรงนี้ต้องฝึกด้วย คือฝึกเห็นว่าตัวอารมณ์อาลัยนั่นแหละเป็นส่วนเกิน ทำนองเดียวกับเห็นเศษอาหารเหลือทิ้ง หรือเสลดสกปรกในปากที่ไม่จำเป็นต้องอมไว้

ยังไม่ต้องหวังว่าจะทำได้อย่างดีในระยะเริ่มต้น แต่คุณจะพบว่าหากหมั่นฝึกสละของเล็กๆน้อยๆ ฝึกสละความถือโกรธผูกใจเจ็บ ฝึกกระทั่งเจียดเงินส่วนเกินของรายได้เพื่อทำบุญทั้งกับคนอนาถาซึ่งอยู่ต่ำกว่า เรื่อยไปจนถึงพระสงฆ์องค์เจ้าผู้มีศีลสัตย์ผู้อยู่สูงกว่า ในที่สุดจิตจะมีอานุภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดพลังความสว่าง มีศักยภาพสูงในการคิดสละ ซึ่งเมื่อบวกกับการฝึกหัดมองให้เห็นชัดว่าอารมณ์อาลัยเป็นเพียงปฏิกูลของจิต ในที่สุดคุณก็จะสลัดได้ราวกับคนถ่มเสลดลงพื้นโดยปราศจากความหวงแหนแม้แต่น้อยครับ