ถาม ผมเป็นตำรวจ เมื่อ ๖ ปีที่แล้วประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ทำให้กระดูกสันหลังแตกทับเส้นประสาท ไม่มีความรู้สึกตั้งแต่เอวลงไป ต้องนั่งรถเข็นตลอด ช่วงที่ผ่านมาอาศัยภรรยาดูแลมาโดยตลอด ทั้งหาข้าวหาน้ำให้กิน ตลอดจนกระทั่งทำความสะอาดแผลกดทับที่ก้น แต่เพิ่งเมื่อเร็วๆนี้เราทะเลาะกันด้วยความระแวงแบบเอาแต่ใจของผม จนเขาหนีไปอยู่กับพี่สาวที่ต่างจังหวัดและบอกว่าจะไม่กลับมาอีก เมื่อคิดถึงความดีที่เขาดูแลผมมาไม่บกพร่องอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ก็ทำให้ผมอยากฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงเรื่องของคนฆ่าตัวตายในกรรมพยากรณ์ ประกอบกับถ้อยคำเตือนสติของพ่อ ก็ยั้งใจไว้ได้ และใคร่ขอคำแนะนำอันจะทำให้คลายจากความเครียดอยากคิดสั้นนี้ครับ
สถานการณ์บีบคั้นของคุณนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบโดนทั้งตัว โดนทั้งใจ นับว่าหนักอึ้งเอาการ เพราะฉะนั้นเหตุผลดีๆและคำปลอบทั้งโลกคงเยียวยาไม่ได้หรอกครับ คุณต้องหาหลักให้ใจยึดเกาะ หาความอบอุ่นให้ใจหายหนาว รวมทั้งหาความสว่างให้ใจหายมืด อย่างเช่นที่ทำได้ง่ายที่สุดและไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก ก็คือการสวดมนต์ พอนึกถึงแฟนแล้วคิดมากขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ขอให้สวดมนต์เมื่อนั้น
ข้างต้นคือวิธีแก้ เป็นยาเร่งด่วนที่ออกฤทธิ์เร็ว ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายว่าทำไมผมถึงแนะนำเช่นนั้น
ทุกครั้งที่คุณคิดถึงแฟน จะเป็นทุกครั้งที่จิตคุณเศร้าหมอง ต้องร้องไห้ออกมาไม่หยุด คุณไม่รู้ตัวหรอกว่าขณะนั้นคุณกำลังเค้นเอาพลังความเครียดและความเศร้าส่งออกไปถึงแฟนคุณอย่างต่อเนื่องด้วย
การที่คนเราเคยอยู่ใกล้ชิดกัน เคยดูแลเอาใจใส่กัน เคยอดทนเพื่อกันมา จิตจะผูกกันค่อนข้างแน่นแฟ้น หากคิดถึงกันแรงๆ อีกฝ่ายจะสามารถสัมผัสรับรู้ถึงแรงคิดถึงนั้น กับทั้งเกิดความรู้สึกได้ด้วยว่าฝ่ายคิดถึงกำลังอยู่ในอารมณ์ใด พูดง่ายๆถ้าคุณเครียด แฟนคุณจะนึกถึงคุณแบบเครียดๆ เลยพลอยเครียดตามไปด้วย เขาอาจจะรู้สึกผิดที่ตัวเองทิ้งคุณมา แต่อีกทีก็นึกเข็ดขยาดถ้าจะต้องกลับไปหาต้นแหล่งความเครียด แค่นึกถึงคุณเขาก็ไม่เป็นสุขแล้ว ไม่อยากแม้แต่จะมีคุณอยู่ในหัวแล้วด้วยซ้ำ
ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คนเราเกลียดทุกข์ รักสุขกันทั้งนั้น หากความเป็นคุณคือต้นแหล่งของความเครียด ปล่อยกระแสความระแวงและความเอาแต่ใจออกมาตลอดเวลา ใครเขาจะอยากแม้แต่จะคิดถึง แต่ถ้าเขาสัมผัสได้ว่าคุณมีใจที่สุขสงบ ปล่อยวาง และเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มุมมองเกี่ยวกับตัวคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อคิดถึงคุณแล้วเกิดความเป็นสุข อย่างน้อยเขาก็ต้องมีแก่ใจเยี่ยมหน้ามาหาบ้าง
คราวนี้ถามว่าทำอย่างไรเขาถึงจะนึกถึงคุณในแง่ดี ก็ต้องอาศัยการกลับลำใหม่ของคุณนั่นเอง คือเมื่อใดคิดถึงเขา เมื่อนั้นให้สวดมนต์จนปล่อยวาง ใจที่โปร่งสบายของคุณจะแผ่กระแสเมตตาไปกระทบจิตให้เขารู้สึกดีได้เสมอ
คุณตั้งเวลาไว้ด้วยนะ สัญญากับตัวเองว่าจะไม่คิดถึงเขาด้วยอาการเครียด จะไม่น้อยใจ ไม่เรียกร้อง ไม่คิดฆ่าตัวตายหนีปัญหา นับไปเลยหนึ่งเดือน หากคุณคิดถึงเขาด้วยใจที่สงบสุขจากการสวดมนต์ทุกครั้ง อย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องอยากติดต่อกลับมาด้วยความรู้สึกดีๆบ้าง
ผมไม่อาจให้สัญญาแทนเขาว่าเขาจะกลับมา แล้วก็ไม่อยากให้คุณตั้งความหวังไว้เช่นนั้นด้วย เพราะการฝากความหวังไว้กับคนอื่นคือการสร้างความโน้มเอียงที่จะผิดหวัง แต่การฝากความหวังไว้กับใจตัวเอง ว่าจะเลิกคิดแบบผิดๆนั้น มีความโน้มเอียงที่จะสำเร็จมากกว่าเยอะ พูดง่ายๆคือผมแนะนำให้คุณมีหวังว่าใจตัวเองจะเลิกหวัง แล้วความสุขจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
ความทะยานอยากและความคาดหวังนั้น เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงให้แก่ไฟทุกข์ เชื้อเพลิงมีมากเท่าไหร่ ไฟก็ลุกโชติช่วงได้นานขึ้นเท่านั้น แต่หากเชื้อเพลิงมีน้อยหรือไม่มีเลย ไฟก็ลุกเดี๋ยวเดียวหรือไม่ลุกอีกเลย
บทสวดที่ผมแนะนำเสมอคือบทอิติปิโสฯ เพราะเป็นการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า โดยธรรมชาตินั้น เมื่อเราสรรเสริญใคร ย่อมได้กระแสพลังของคนนั้นมาเข้าตัว ในที่นี้เราสรรเสริญบุคคลผู้ประเสริฐสุด มีพลังความสุขความอบอุ่นสูงสุด ก็ย่อมได้ส่วนแห่งพลังนั้นมาโดยไม่ต้องออกแรงมาก
ผมเคยลงบทเต็มไว้แล้วในตอนก่อนๆ คราวนี้ขอลงเพียงสั้นๆเผื่อคุณไม่มีติดมือ เอาเฉพาะบทสรรเสริญพระพุทธคุณอย่างเดียวก่อนก็ได้ สวดไปเรื่อยๆจนกว่าจะรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจ โดยเฉพาะตอนกำลังคิดถึงเขา คุณจะเห็นผลอัศจรรย์สูงสุดก็คือใจที่เลิกเศร้าของตัวเองครับ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
(แม้เพราะอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและความประพฤติ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว และเป็นผู้จำแนกแจกธรรม)
ถาม บางทีไม่แน่ใจว่าทำอะไรลงไปด้วยเจตนาแบบไหน เพราะแต่ละครั้งมีหลายเหตุผล เลยไม่รู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศลกันแน่ อย่างเช่นลาออกจากงานเพราะไม่อยากอยู่ทะเลาะกับใครให้เป็นเวรต่อกันอีก รู้สึกเป็นฝ่ายเสียสละ หลีกทางให้เขาเจริญๆตามทาง แต่ก็สะใจเพราะรู้ว่าขาดเราหลายคนต้องทำงานกันหนักขึ้น อยากให้พวกเขาคิดถึงเรา และเห็นค่าของเราเสียที อย่างนี้ควรเอาอะไรเป็นมาตรวัดบุญบาปจากการลาออก?
กรรมเป็นเรื่องละเอียดครับ จิตคนส่วนใหญ่ซัดส่ายไปมา คิดโน่นคิดนี่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ชั่วเวลาเพียงนาทีเดียวอาจเกิดกุศลจิตกับอกุศลจิตสลับกันได้หลายครั้ง นี่เป็นธรรมชาติของผู้ยังฉ่ำด้วยโลภะ โทสะ โมหะ
กรณีออกจากงาน หากนึกเป็นภาพนิมิตภาพเดียว คุณอาจจำได้สนิทตอนกำลังยื่นแขนส่งแบบฟอร์มขอลาออก หรือเห็นตนเองกำลังเดินจากออฟฟิศครั้งสุดท้ายด้วยความรู้สึกว่าถอนตัวจากที่นั่นแล้วอย่างถาวร จะไม่มีการหวนคืนกลับไปอีก
นี่แหละครับ เวลาเราตัดสินใจทำอะไรลงไป จะมี ขณะแห่งความรู้สึก ที่แจ่มชัด บันทึกไว้ในความทรงจำ และอาจย้อนกลับมาปรากฏเป็นภาพนิมิตหนึ่งเดียวได้ โดยที่นิมิตนั้นแทนชั่วขณะแห่งการก่อกรรมที่ชัดเจนที่สุด ทำให้แน่ใจว่าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง โดยคุณจงใจอย่างใดอย่างหนึ่งจริงๆ
หากนึกถึงนิมิตการลาออก แล้วเกิดความรู้สึกว่าภาพนิมิตมืดมัวหม่นหมอง ก็ให้สันนิษฐานว่าการลาออกครั้งนั้นเป็นอกุศล หรือเอนเอียงไปทางอกุศล เมื่อยอมรับได้ตามจริงว่าการลาออกเป็นอกุศล ก็อาศัยความมืดหม่นแห่งนิมิตนั้น สืบย้อนกลับไปหาต้นตอเจตนา ว่าคุณลาออกด้วยความจงใจในทางร้ายกับใครบ้าง
แต่หากนึกถึงนิมิตการลาออก แล้วเกิดความรู้สึกว่าภาพนิมิตสดใสสว่างแจ้ง ก็ให้สันนิษฐานว่าการลาออกครั้งนั้นเป็นกุศล หรือเอนเอียงไปทางกุศล เมื่อรู้สึกตามจริงดังนั้นโดยไม่หลอกตัวเอง ก็อาศัยความสุกสว่างแห่งนิมิต สืบย้อนกลับไปหาต้นตอเจตนา ว่าคุณลาออกด้วยความจงใจในทางดีกับใครบ้าง
อย่างเช่นกรณีของคุณนั้น ต้องมีน้ำหนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินกันอยู่ เป็นไปได้ยากที่จะเท่าๆกันเป๊ะ โดยเฉพาะถ้าหากเป็นการตัดสินใจลาออกแบบปุบปับกะทันหัน เพราะในนาทีที่ตัดสินใจแบบฉุกละหุก มักมีแรงขับดันในทางมืดหรือทางสว่างเป็นตัวนำเสมอ
ผมเชื่อว่าเมื่อนึกถึงนิมิตของการลาออก มโนทวารของหลายคนจะปรากฏนิมิตมืดๆมัวๆไม่ค่อยกระจ่างนัก ทั้งนี้ก็เพราะมูลเหตุการลาออกจากงานของคนจำนวนมากมาจากโทสะ ขอให้จดจำไว้ประการหนึ่ง คือจิตจะเป็นไปในทางอกุศลเสมอ หากจิตกำลังเจืออยู่ด้วยโลภะหรือโทสะ
แม้ภายหลังจะมาจาระไนเป็นเหตุผลต่างๆได้มากมาย ว่าลาออกเพื่อหลีกทางให้คนอื่น หรือเพื่อให้ตนเองและคนอื่นไม่ต้องต่อเวรต่อภัยให้มากขึ้น แต่เรื่องของเรื่องที่เป็นจุดใหญ่ใจความก็คือความไม่สบอารมณ์ ความไม่พอใจกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน และความไม่ต้องการจะอดทนคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้นอีกต่อไปแล้วนั่นแหละครับ
ทางที่ดีก่อนลาออกควรทำใจให้คิดอภัย เลิกแล้วต่อกัน สะสางงานให้เรียบร้อย และไม่ผูกใจอยู่ว่าใครจะต้องลำบากเมื่อขาดเรา แต่ถ้าคุณลาออกมาแล้ว ที่ทำได้ดีที่สุดคือเลิกแล้วต่อกันทางใจ ซึ่งถ้าเพียงคิดเฉยๆอาจไม่สำเร็จ เพราะใช้กำลังใจน้อยไปหน่อย คุณลองโทร.ไปถามๆว่ามีอะไรพอให้ช่วยได้ไหมก่อนมีคนใหม่มาแทน ตรงนั้นแหละต้องใช้กำลังใจมาก และจะก่อความรู้สึกด้านดีมาให้ตัวคุณเองเป็นสุข ไม่ต้องรู้สึกผิด และไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าใจกำลังเป็นบุญหรือเป็นบาปอยู่ในปัจจุบันครับ