ถาม – เวลาใครพูดถึงแฟนเก่าให้ฟังก็คิดมากขึ้นมาอีก หรือฝันถึงเขาอีก ทั้งที่คล้ายตัดใจได้เด็ดขาดไปแล้ว อย่างนี้แปลว่าใจเราลึกๆยังมีเขาอยู่ใช่ไหมคะ?

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ การคิดว่าส่วนลึกยังตัดไม่ขาดนั้นออกแนวลึกลับ ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจอะไรตรงตามจริงขึ้นมา พิจารณากันสดๆตามเรื่องที่เกิดขึ้นดีกว่า คนเรานั้นเดิมทีมีดวงจิตที่เป็นอิสระอยู่ แต่พอคิดถึงใคร พอพูดถึงใคร ใจก็เกิดกระแสโยงไปเชื่อมกับคนๆนั้นทันที

ขอให้คุณลองนึกถึงภาพตัวเอง เห็นในใจราวกับเป็นใครอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตามลำพังในที่โล่งๆ จากนั้นจินตนาการดูว่าถ้าภาพนั้นคิดถึงใคร หรือพูดถึงใครขึ้นมา ก็จะมีกระแสผูกพันเข้ากับบุคคลนั้นเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม พอคิดจบ หรือพูดจบ กระแสความผูกพันนั้นจะหายไป เว้นแต่คุณจะยังคงคิดพะวงถึงใครอีกคนอยู่เรื่อยๆ กระแสความผูกพันก็จะยังมีอาหาร ยังมีตัวหล่อเลี้ยงเอาไว้ไม่ให้ขาด พูดง่ายๆว่าคุณสร้างพันธะขึ้นมาด้วยความพะวงคิดถึง ถ้ายังตัดนิสัยความพะวงคิดถึงไม่ได้ พันธะก็เกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ ต่อให้ตัดใจจากคนเก่าไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม

สิ่งที่ล่อให้เกิดความพะวงคิดถึง มักเป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิดกับแฟนเก่า หรือไม่ก็เป็นการเจอตัวแฟนเก่าตรงๆ ภาพที่กระทบตา เสียงที่กระทบหูในขณะหนึ่งๆนั่นเองจะสะกิดให้นึกถึงเรื่องดีๆในหนหลัง เว้นเสียแต่จะมีความทรงจำที่เลวร้ายมาหักลบ หรือจิตใจหันเหไปทางคนอื่น หรือใจผูกพันกับภาวะโสดอิสระแน่นแฟ้นกว่าภาวะมีห่วงคล้องคอ อันนั้นเองภาพและเสียงที่เกี่ยวข้องกับแฟนเก่าจึงจะหมดอิทธิพลกระทบใจคุณอย่างสิ้นเชิง

หากสังเกตอาการทางจิตของตัวเองอย่างใกล้ชิด คุณจะพบว่าการคิดถึงใครสักคนมี ๒ ขั้นใหญ่ๆ

๑) ขั้นที่สักแต่คิดถึงเฉยๆ ความผูกพันเบาบาง ขั้นนี้พอมีสิ่งอื่นมากระทบหูกระทบตา ใจคุณจะหันเหไปทางใหม่ทันที โดยไม่รู้สึกหลงเหลือเยื่อใยตกค้าง

๒) ขั้นที่เกิดปรากฏการณ์เสมือนมียางเหนียวยื่นออกจากใจคุณไปแปะติดกับบุคคลอันเป็นเป้าหมาย ขั้นนี้ต่อให้มีสิ่งอื่นมากระทบหูกระทบตา ใจคุณคล้ายเรือที่ถอนสมอไม่ขึ้น ต้องแช่นิ่งอยู่ที่เดิมนั่นเอง

พันธะหรือยางเหนียวเป็นสิ่งที่หน่วงเหนี่ยวให้ใจขาดอิสรภาพ ขาดความโปร่งสบาย ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ยิ่งเหนียวแน่นเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกคับแคบ ทึบแน่น และมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

ในกรณีของคุณ หากทราบว่าพันธะเกิดจากความพะวงคิดถึงหรือพูดถึง ดังนั้นวิธีตัดวงจรความผูกพันอย่างง่ายๆก็คือเลิกพูดถึงเขาเสีย และเมื่อใดรู้ตัวว่าคิดถึงเขา ก็หาเรื่องอื่นมาเปลี่ยนความคิดเสียแทน หรือถ้าหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงและพูดถึงไม่ได้ ก็ให้รู้เท่าทันตัวเองว่ากำลังคิดในขั้นเฉยๆหรือคิดในขั้นที่มียางเหนียว

เรื่องพื้นๆ ธรรมดาๆ แต่คนส่วนใหญ่จะนึกไม่ถึงกันครับ ความผูกทางจิตทางใจนั้นเกิดขึ้นง่ายแสนง่าย และต่อเยื่อต่อใยติดใหม่ไม่ยากเย็นเลย ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังลึกลับหรือไสยศาสตร์ใดๆเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจตัดเยื่อตัดใยได้สบายๆเหมือนกัน ขอเพียงคุณมีสติเท่าทันขณะของการเกิดความคิด สังเกตเข้าไปเห็นได้ชัดๆว่าปฏิกิริยาทางใจของตัวเองเป็นอย่างไร เกิดยางเหนียวหรือยัง ยางเหนียวเป็นคุณหรือเป็นโทษ เมื่อใจยอมรับว่ายางเหนียวเป็นโทษ ทำให้เกิดความอึดอัดคับข้อง ในที่สุดก็เกิดปัญญาด้วยตนเอง เห็นว่าไม่น่าคิดมากให้เกิดยางเหนียวไปเปล่าๆ

คุณจะเป็นนักตัดใจ หรือเป็นคนอกหักที่ได้ดีรวดเร็วกว่าใครๆ กับทั้งมองออกไปเห็นความจริงที่เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก คือคนทั้งโลกไม่รู้ตัว ไม่รู้เท่าทันกลอุบายตื้นๆของกิเลส ไม่เห็นกันเลยว่าเพียงปราศจากอาการทางใจที่ยื่นยางเหนียวไปเชื่อมกับใคร สายใยก็จะหลุดไปเอง

และขอเพียงมีสติ มีความเข้าใจกลไกของจิตตรงจุดนี้ดีๆ คุณจะแก้ปัญหาได้ครอบจักรวาลทีเดียว ไม่เฉพาะเรื่องคนรักเก่าเท่านั้น

ถาม – เอาหนังสือธรรมะไปอ่านขณะทำธุระในห้องน้ำเป็นบาปไหมครับ?

ถ้าถามว่าบาปไหม? ไม่บาป เพราะจิตไม่ได้เป็นอกุศล ตรงข้าม อาจเป็นมหากุศลก็ได้

ถ้าถามว่าผิดไหม? ไม่ผิด เพราะไม่มีใครเดือดร้อน แถมจะมีคนได้ดีด้วยซ้ำ

แต่ถ้าถามว่าเหมาะไหม? อันนี้จำเป็นต้องตอบว่าไม่เหมาะ เพราะของสูงคู่ควรกับสถานที่ที่สว่างทางความรู้สึก พูดง่ายๆว่าธรรมะคู่ควรกับที่แจ้ง ที่สว่าง ที่เปิดเผย และควรคู่กับของสะอาด ของหอม ของไร้มลทิน

ลองถามใจตัวเองเถิด เมื่อมีเจตนางดเอาหนังสือธรรมะเข้าห้องน้ำเพื่ออ่านฆ่าเวลาเล่นแล้ว ความรู้สึกเกี่ยวกับการรับธรรมะแตกต่างออกไปไหม? อย่างน้อยก็ต้องเห็นว่าเรารู้จักเอาแก้วล้ำค่าไปวางถูกที่ แก้วนั้นก็ดูมีค่าควรแก่เนื้อแท้ แค่อดใจรอสองนาทีหรือห้านาทีค่อยออกมาอ่าน มงคลก็เพิ่มขึ้นในใจเราอักโขแล้วครับ เป็นการฝึกให้ใจรู้จักที่ควรและที่ไม่ควร กับทั้งส่งใจเคารพธรรมไปในตัว

ธรรมะนั้น แม้พระพุทธเจ้ายังทรงให้ความเคารพเหนือพระองค์ท่าน หลังจากที่ท่านแผ่พระญาณไปทั่วอนันตจักรวาลแล้วไม่เห็นใครที่ท่านควรให้ความเคารพ ท่านก็เลือกที่จะเคารพธรรมนั่นเอง

แม้เราอาจจะไม่มีจิตเป็นอกุศลขณะอ่านธรรมะในห้องน้ำ แต่ลองเผื่อใจให้คนอื่นๆในบ้าน ถ้าเขาเห็นเราถือหนังสือเข้าห้องน้ำ หรือหนักกว่านั้นคือเห็นเราวางลืมไว้บนชั้นในห้องน้ำ ใจเขาคงตีค่าทันทีว่าหนังสือธรรมะคง ‘ไม่เท่าไหร่’ เอาไปอ่านที่ไหนก็ได้แม้ในขณะทำกิจอันควรซ่อนเร้นและคนมักเอามาล้อเลียนกันเป็นเรื่องตลก คงไม่ใช่เรื่องงามหากใครถามว่าเราเข้าใจธรรมะข้อนั้นข้อนี้ได้อย่างไร แล้วเราจำต้องตอบว่ากระจ่างเรื่องนี้ขณะอ่านหนังสืออยู่บนส้วม

เคยมีคนรีบร้อนอยากให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมขณะท่านเสด็จบิณฑบาต ท่านก็ห้ามไว้เป็นตัวอย่างว่ากาลเช่นนั้นไม่เหมาะสมที่จะแสดงธรรม ขอให้ไปรอฟังที่วัด แสดงให้เห็นว่าการส่งและการรับธรรมะนั้น ควรคำนึงถึงกิริยาอันเหมาะควรทั้งสถานที่และอิริยาบถ

ถ้าให้เหมาะกับห้องน้ำ ก็ควรเป็นหนังสืออ่านเล่นมากกว่าครับ หรือหากอยากได้ธรรมะจากห้องน้ำ ก็เจริญสติไปเลย เช่นพิจารณากายโดยความเป็นอสุภะขณะขับถ่ายหรือขณะชำระล้างคราบสกปรกด้วยน้ำและสบู่ จะได้เห็นตามจริงว่ากายเป็นของสกปรก ลดความยึดมั่นถือมั่นว่าน่าใคร่หลงลงเสียได้

ถาม – เห็นพวกขายหนังสือเอานิตยสารธรรมะไปวางคละกันกับหนังสือโป๊แล้วไม่สบายใจเลย อยากทราบว่าการทำอะไรไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแบบนี้จะมีผลอย่างไรกับตัวคนจัดวางหรือไม่? เผื่อจะเอาไปบอกเจ้าของร้านที่พอรู้จักและพอพูดๆกันได้บ้าง

ทั้งพวกที่ขายพระพุทธรูปแล้วนำไปวางบนพื้น และทั้งเจ้าของบ้านหรือเจ้าของสำนักทรงเจ้าต่างๆ ที่พระพุทธรูปนำไปวางระดับต่ำกว่า หรือนำไปวางระดับเดียวกับเทวรูปอย่างถาวร เหล่านี้มีกรรมดำติดตัวไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งนั้นครับ วิบากของการวางของสูงไว้ในที่ต่ำ คือจะทำให้เป็นผู้ต่ำต้อย ทำให้เป็นผู้ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม และทำให้เป็นผู้มียศต่ำในสถานทั้งปวง วิบากจะเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเจตนาไปในทางหนึ่งๆมากน้อยเพียงใด

เป็นผู้ต่ำต้อยหมายถึงเกิดในตระกูลต่ำ ไม่มีหน้าตา หรือมีแต่เรื่องควรอับอายขายหน้า แค่ใครรู้นามสกุลเข้าก็แอบหัวเราะเยาะกัน อะไรทำนองนั้น

ส่วนการเป็นผู้ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม หมายถึงเกิดมามีลักษณะบางอย่างที่ชวนให้นึกดูถูก เช่นตัวเตี้ยไม่สมส่วน หรือดูโง่ทึบทั้งๆที่อาจคิดอ่านได้ไม่ต่างจากคนอื่น แต่กลับไม่มีใครเชื่อถือ แม้ออกความเห็นในที่ประชุม คนก็มองเป็นความเห็นอันไม่ควรแก่การพิจารณา

และการเป็นผู้มียศต่ำในสถานทั้งปวง หมายถึงการทำดีไม่ขึ้น ทำนานเท่าไหร่ก็แป้กอยู่ที่ขั้นนั้น ไม่มีใครอยากเหลียวแลส่งเสริมสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าในการงาน หรือมักโดนจัดไปอยู่ท้ายแถวตอนคัดตัวเสมอๆ

หากในชาติที่วางของสูงไว้ในที่ต่ำ มีใจคิดหมิ่นแถมท้ายเข้าไปด้วย ก็จะยิ่งเคราะห์ร้ายหนักเข้าไปใหญ่ เช่นเจ้าของร้านหนังสือบางราย รับนิตยสารธรรมะมาช่วยวางขายอย่างเสียไม่ได้ จงใจยัดๆไว้ด้านล่างๆให้ลูกค้ามองเห็นลำบาก เขาเกิดเมื่อใดจะติดกรรมประเภททำดีไม่มีใครเห็น

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าใครส่งเสริม ผลักดัน หรือใช้อำนาจหน้าที่ในการทำสื่อธรรมะหรือพระพุทธรูปให้อยู่ในที่สูง ในที่งดงามเจริญหูเจริญตา ก็จะได้อานิสงส์ในทางตรงกันข้ามรุนแรงปานกัน คือจะเป็นผู้เกิดในตระกูลที่มีเกียรติ เป็นผู้ได้รับการยกย่องกว้างขวาง และเป็นผู้ขึ้นสูงง่ายในสถานทั้งปวงครับ

บางลัทธิของบางศาสนา หรือบางท้องถิ่นในบางกาล จะไม่อนุญาตให้มีรูปเคารพ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมีเหตุผลง่ายๆทำนองนี้เอง คือพอใจรู้เข้าไปแล้วว่าเป็นของสูง แต่ถ้าตนไม่นับถือ ก็อาจปฏิบัติในทางลบหลู่หรือดูหมิ่นถิ่นแคลนในทางใดทางหนึ่ง เป็นบาปเป็นกรรม เป็นภาพบาดตาไม่ชวนทัศนานัก