ถาม บางทีเวลาเจ้านายจะใช้ให้ทำอะไรผิดๆแล้วเห็นเราอิดออด ก็จะบอกว่า เฮ่ย! ไม่เป็นไรหรอกน่า ใครๆเขาก็ทำกัน หรืออีกทีแกก็ฟันธงเลยว่าบุญกรรมไม่มีจริง มัวแต่เชื่อเรื่องไร้สาระก็ไม่ต้องทำมาหากินเท่านั้น บอกตามตรงว่าทำให้ใจรู้สึกสองฝักสองฝ่าย เพราะการทำงานและการปฏิบัติตามหน้าที่คือสิ่งหลีกเลี่ยงยาก เป็นเรื่องต้องทำกันจริงๆในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เรื่องกรรมวิบากเป็นตัวอักษรในหน้ากระดาษ อ่านแล้วหยิบจับไม่ได้ทันที แม้ใจเหมือนสัมผัสได้ ยอมรับได้ ก็กลับไปกลับมาเรื่อยๆ อย่างวันนี้เอียงมาทางเชื่อ ก็อยากถามคุณดังตฤณว่ามีอุบายอะไรพอจะช่วยให้เกิดความมั่นคงตลอดไปบ้างไหม?
กรรมเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ เพราะกรรมคือเจตนา มีดีมีร้าย เรารู้แก่ใจว่าพูดหรือทำอะไรๆในแต่ละครั้งนั้น ตั้งต้นด้วยความคิดปรารถนาดีหรือประสงค์ร้าย เป็นฝ่ายคิดเองหรือคนอื่นยั่วยุส่งเสริม
แต่วิบากหรือผลของกรรมเป็นสิ่งที่ยากจะเห็น เป็นเรื่องพ้นจินตนาการและความคาดคะเน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลที่จะเกิดขึ้นหลังพวกเราจากโลกนี้ไป และเพราะยากที่จะเห็น คนทั้งโลกจึงถือเอาความโลภโมโทสันเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจโต้ตอบสิ่งกระตุ้นเฉพาะหน้า มากกว่าจะมามัวเกรงกลัวผลที่อาจตามหลังมาในอนาคต
ผมเชื่อว่าคนธรรมดาสักคนจะลงหลักปักศรัทธามั่นคงในกรรมวิบากนั้น เพียงอาศัยคุณสมบัติหลักของมนุษย์เรา ๒ ข้อก็น่าจะพอแล้วครับ คุณสมบัติสองข้อนั้นคือ
๑) ความคิดที่ยืนพื้นอยู่บนเหตุผล ถ้าปราศจากคุณสมบัติข้อนี้ของมนุษย์ โลกเราจะเต็มไปด้วยคนที่พอใจเชื่ออย่างเหลวไหล เช่นเขาบอกว่าฝนตกเพราะเทวดาถึงเวลารดน้ำต้นไม้ ก็เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง ไม่สังเกต และไม่พยายามพิสูจน์ความจริงใดๆทั้งสิ้น แต่นี่มนุษย์เราคิดโดยอาศัยเหตุผล ดังนั้นจึงพอพูดกันได้ว่าที่คนเป็นหญิงชาย ที่คนหน้าตาสวยหล่อหรือขี้เหร่ ที่คนยากดีมีจนแตกต่างกัน ก็ล้วนเพราะมีเหตุคือกรรมขาวกรรมดำในอดีตเป็นตัวบันดาล ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่เทวดาปั้นแต่งด้วยความลำเอียงตามอำเภอใจ หากย้ำคิดว่าการปรากฏทั้งหลายย่อมเป็นผลที่ไหลมาจากเหตุ ความคิดของเราจะไม่พาไปสู่การด่วนสรุปว่าทำกรรมแล้วไร้ผล เพราะมีเหตุย่อมต้องได้ผล และเมื่อมีผลย่อมไม่อาจขาดเหตุ
๒) ความสามารถทบทวนประสบการณ์ ถ้าปราศจากคุณสมบัติข้อนี้ เราจะไม่มีทางเห็นตัวอย่างของจริงเกี่ยวกับกรรมที่ให้ผลทันตาในชาติปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเมื่อทำเรื่องเป็นมงคลให้ถึงพร้อม ชีวิตย่อมก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง แม้ประสบความลำบากในเบื้องต้นก็คลี่คลาย ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ในระยะยาว หากอาศัยประสบการณ์ในการมองภาพใหญ่ภาพรวมของชีวิต ก็จะพบว่าการตัดสินใจละเมิดศีลย่อมก่อความยุ่งยากให้เรามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตัดสินใจรักษาศีลย่อมสร้างความเบากายสบายใจไร้กังวลให้ทวีขึ้นทุกที
หากคุณอยู่ในโลกนาน เห็นความรุ่งเรืองและความวิบัติของผู้คนมากพอ ก็จะตระหนักว่าไม่มีความชั่วชนิดใดรักษาความสุขแก่ผู้กระทำชั่วให้อยู่ยั้งยืนนาน แม้เขาจะประสบสุขทางกายทางใจบ้างในระยะแรกๆด้วยอำนาจเงินสกปรก ในที่สุดเส้นทางของการได้เงินสกปรกย่อมพาเขาไปประสบกับทุกข์ประดุจกษัตริย์ที่ถูกมัดติดกับบัลลังก์ไฟ จะหาความเย็นกายสบายใจสักวันนั้นยากนัก
ในทางกลับกัน ผู้ทำเหตุอันเป็นมงคลต่างๆให้ครบ ทั้งในแง่ของการเสียสละ ทั้งในแง่ของการงดเว้นพฤติกรรมทุจริต และทั้งในแง่ของการขวนขวายพัฒนาหน้าที่การงานของตน แม้เขาจะประสบทุกข์ทางกายทางใจบ้างในระยะแรกๆ เพราะต้องอดกลั้นกับอำนาจกดดันและแรงเสียดทานเนิ่นนาน ในที่สุดผลอันหวานชื่นของความอดกลั้นจะปรากฏดุจเดียวกับผลไม้ที่ปลูกยากแต่มีรสอร่อยยิ่ง จะนั่งเดินยืนนอนก็ปลอดโปร่งเป็นสุขตลอด
การที่คุณเห็นเรื่องกรรมวิบากอยู่แต่ในกระดาษ อาจเพราะกำลังอยู่ในช่วงของการถูกดึงดูดให้ไหลลงต่ำ คุณยังไม่โดนบาปลากลงตกต่ำจนมิดหัวเสียทีเดียว แต่ขณะเดียวกันบุญก็ยังไม่ฉุดขึ้นสูงจนติดลมบนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องอาศัยการฟังเขาว่า อาศัยการมองใครต่อใครมีอันเป็นไป
แต่เมื่อใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลมากๆ และทบทวนประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ก็จะพบว่ากรรมวิบากไม่ได้มีอยู่แต่ในหน้ากระดาษเท่านั้น ทว่ากำลังปรากฏแสดงตัวแม้ขณะที่คุณกำลังอ่านตัวหนังสือบรรทัดนี้อยู่ทีเดียว อะไรทำให้คุณอ่านธรรมะมาถึงตรงนี้? อ่านมาถึงตรงนี้แล้วใจคุณเป็นกุศลหรืออกุศล? เมื่อใจเป็นกุศลเต็มที่แล้วเกิดเจตนาอย่างไร? นี่แหละครับ ตอบตัวเองได้ชัดๆก็จะแกะกรรมวิบากออกจากหน้ากระดาษมาประทับอยู่ในจิตและชีวิตจริงของคุณได้ทันที!
เจ้านายเขารับประกันให้คุณตอนอยู่บนโลกได้ แต่ตอนคุณไปรับกรรมในอบายภูมิ เขาตามไปช่วยไม่ได้เลย เขาให้ความมั่นใจตอนเขาอยากจะใช้คุณเท่านั้น ตัวเขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าทำอะไรมาถึงไหน เงาของเขาทอดไปสู่หุบเหวหรือยอดเขาเทือกใด
ตอนชักชวนกันลงเหว คนเราจะพูดปลอบกันและกันให้อุ่นใจ หรืออาจกระตุ้นกันและกันให้ครึ้มใจแค่ไหนก็ได้ แต่พอร่างลอยลิ่วลงเหวแบบต่างคนต่างไป ก็ค่อยร้องแรกแหกกระเชอ เจอภาพน่าตื่นกลัวขนหัวลุกอย่างไรก็ช่วยกันไม่ได้เสียแล้ว เพราะฉะนั้น ยอมเลือกงานใหม่ที่สุจริตเถอะครับ ถ้าหากยังหาทางไปไม่ได้ หรือต้องรับผิดชอบครอบครัว ตกอยู่ในภาวะจำยอม ก็ขอให้มีใจจริงที่จะทิ้งงานทุจริตไปหางานสุจริตทันทีที่มีโอกาส อย่าได้พลาดเผลอยินดีกับกิจอันมิชอบแม้แต่วันเดียว
เข้มแข็งไว้นะครับ ขอให้คิดว่าคติหนึ่งของบรรดาอริยเจ้าหรือผู้เจริญไม่เสื่อมถอยแล้วในพุทธศาสนา คือยอมตายดีกว่าได้ชื่อว่าเป็นคนทุศีล หากวันนี้คุณปลงใจว่าจะตั้งต้นเจริญรอยตามอริยเจ้า ก็อย่ากลัวที่จะปฏิเสธความเลวร้ายทั้งปวง แม้คนในโลกเขาจะสรรเสริญเยินยอ ส่งเสริมสนับสนุนกันเองอย่างไรก็อย่าไปฟัง
ถาม จะเอาหลักอะไรตัดสิน ว่ากรรมที่ทำดีหรือชั่วครับ?
เบื้องต้นที่สุดเมื่อยังไม่แน่ใจ ก็ให้อาศัยศีล ๕ เป็นเกณฑ์สำรวจก่อน โดยถามตัวเองว่า
๑) ทำไปแล้วสิ่งมีชีวิตต้องตายดับไหม?
๒) ทำไปแล้วมีผู้สูญเสียทรัพย์สมบัติของเขาไหม?
๓) ทำไปแล้วอาจมีผู้เจ็บใจจากการเห็นผัวเมียหรือลูกหลานที่ตนเลี้ยงดูอยู่ไปเล่นชู้ไหม?
๔) ทำไปแล้วมีผู้เข้าใจความจริงผิดพลาดไหม?
๕) ทำไปแล้วเกิดอาการมึนเมาขาดสติไหม?
หากรู้อยู่แก่ใจว่า ใช่ แล้วขืนทำ ก็จัดว่าเป็นกรรมชั่ว ในทางตรงข้ามหากมีสิ่งยั่วยุให้ทำแล้วไม่ทำ เจตนางดเว้นนั้นๆเรียกว่ากรรมดี
เมื่อได้เกณฑ์ในการสำรวจอย่างใหญ่แล้ว ยังอาจเกิดคำถามปลีกย่อยขึ้นมาอีกนานัปการ ก็ขอให้เกณฑ์สำรวจอย่างละเอียดอีก ๓ ข้อคือ
๑) ขณะทำ จิตใจมีความโลภอยากได้เพียงใด? ถ้าโลภมากจนแย่งชิงได้โดยไม่คำนึงถึงความพึงมีพึงได้ นี่เรียกว่าเป็นกรรมชั่ว ถ้าโลภในขอบเขตที่ซื้อหามาด้วยเงินสะอาดหรือเอาแรงตนเข้าแลก นี่จัดว่าทำกรรมไม่ดีไม่ชั่ว แต่ถ้าสละความโลภโดยการบริจาคให้ทรัพย์เป็นทาน ได้ประโยชน์กับคนอื่น นี่คือกรรมดี
๒) ขณะทำ จิตใจมีความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาทเพียงใด? ถ้าโกรธมากจนทำร้ายร่างกายหรือจิตใจคนอื่นได้ นี่เรียกว่าเป็นกรรมชั่ว ถ้าโกรธอยู่ในใจแต่ไม่ปริปากบริภาษหรือแสดงท่าจะเป็นภัย นี่จัดว่าทำกรรมไม่ดีไม่ชั่ว แต่ถ้าสละความโกรธโดยคิดให้อภัยเป็นทาน นี่คือกรรมดี
๓) ขณะทำ จิตใจมีความหลงสำคัญผิดเพียงใด? ถ้าหลงมากจนคิดเบียดเบียนตนเบียดเบียนท่านในทางใดทางหนึ่งได้ นี่เรียกว่าเป็นกรรมชั่ว แต่ถ้ากำจัดความหลง ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น หรือกระทั่งเกื้อกูลให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น นี่คือยอดแห่งกรรมดี
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญสูงสุด จะเห็นว่าถ้าจิตมีความเห็นผิดเป็นชอบอยู่ก่อน กรรมที่เกิดขึ้นก็ต้องหนักไปในข้างอกุศล แม้ดัดท่าทีหรือแต่งจิตเลียนแบบคนดีมีศีลธรรม จิตวิญญาณย่อมทอดเงาชี้ไปทางอบายอยู่ดี ในทางตรงข้ามหากจิตมีความเห็นชอบ กรรมที่เกิดขึ้นย่อมหนักไปทางกุศลเป็นแน่แท้ แม้ยังเป็นคนปอนๆ ดูท่าไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก จิตวิญญาณย่อมทอดเงาไปทางสบายเป็นแน่แท้
ฉะนั้นการตั้งมุมมอง การทำความเห็นเรื่องกรรมวิบากให้ถูกต้อง จึงจัดเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดของการก่อกรรมดี ส่วนการไม่พยายามตั้งมุมมองให้ถูกต้อง การปล่อยปละทอดหุ่ย ประพฤติตนตามอำเภอใจ สุดแท้แต่กิเลสหรือสังคมแวดล้อมจะชักจูง ต้องจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการก่อกรรมชั่ว
อีกประการหนึ่ง ใจคุณเป็นอย่างไรกรรมก็เป็นไปตามนั้น ขอแยกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆเพื่อเห็นภาพง่าย คือ
๑) ปกติเป็นคนใจพยาบาทมาดร้าย กรรมที่เกิดขึ้นย่อมเจือด้วยความประสงค์ร้าย คุณไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องฝืนข่ม แค่ปล่อยให้กิเลสทำงานก็เป็นคนชนิดนี้กันได้ง่ายๆแล้ว
๒) ปกติเป็นคนใจดีมีเมตตา กรรมที่เกิดขึ้นย่อมเจือด้วยปรารถนาดี คุณต้องเริ่มจากความตั้งใจ ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง และบางครั้งต้องอดกลั้นไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งยั่วยุยิ่งยวด จึงจะเป็นคนชนิดนี้กันได้
ผมเองก็อยู่ในโลกนี้เหมือนคุณๆ เพราะฉะนั้นจึงทราบดีครับว่าเหตุการณ์และสถานการณ์ที่บีบเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยยิบยับ บางครั้งตัดสินยากว่าที่เราทำๆไปนั้น เรียกว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วกันแน่ ขอให้อาศัยเกณฑ์ต่างๆข้างต้น ได้แก่ศีล ระดับความโลภโกรธหลง และสภาพปกติของจิตใจของคุณ วันหนึ่งคุณจะได้คำตอบว่ากรรมดีทำแล้วจิตสว่าง กรรมชั่วทำแล้วจิตมืด กรรมครึ่งดีครึ่งชั่วทำแล้วจิตอาจเบาแบบหม่น ถึงตรงนั้นจะแยกแยะถูกเองครับว่าควรตัดสินใจทำอย่างไรเพื่อความเจริญ ตัดสินใจเลือกอย่างไรเพื่อความไม่เสื่อม ไม่ว่าสถานการณ์จะมาท่าไหนก็โต้ตอบกลับไปได้ด้วยความแน่ใจว่าจะไม่หลงลงต่ำแน่ๆ