ถาม – คุณดังตฤณเคยกล่าวไว้ในคอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ว่าขณะตายเป็นจังหวะที่มีโอกาสดียิ่งในการบรรลุมรรคผล แม้ผู้บำเพ็ญเพียรวิปัสสนามาเพียงเล็กน้อยก็มีสิทธิ์เข้าถึงกันได้ อยากทราบว่าตรงนี้มีตัวอย่างยืนยันจากในคัมภีร์หรือไม่?

ในคัมภีร์มีอยู่หลายแห่งครับ ขอยกเฉพาะธนัญชานิสูตร ซึ่งเป็นบันทึกเกี่ยวกับพราหมณ์ชื่อธนัญชานิมาเป็นแหล่งอ้างอิง เพราะเห็นว่าครอบคลุมประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการส่งคนตายไว้หลายข้อ

ต้องเล่าเป็นการปูพื้น ว่าพระพุทธเจ้ามี ‘มือขวา’ ซึ่งเป็นเลิศทางปัญญาอยู่ท่านหนึ่ง นามว่า ‘สารีบุตร’ สำหรับพระสารีบุตรนี้ว่ากันว่าท่านฉลาดจำแนกธรรมอย่างที่สุด จะเป็นรองก็แต่พระพุทธเจ้า ช่วยให้คนสำเร็จฌาน สำเร็จมรรคผลมานักต่อนัก เพียงด้วยลีลาเทศนาธรรมอันกระจ่างชัดเฉียบแหลม

ผลงานชิ้นหนึ่งของพระสารีบุตรคือกลับใจคนเห็นผิดอย่างธนัญชานิให้กลายเป็นคนเห็นถูกเห็นชอบ คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ไม่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง เป็นพฤติกรรมที่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้องได้

เมื่อยอมรับเป็นครูเป็นศิษย์กันเรียบร้อย ในกาลต่อมาธนัญชานิล้มป่วยลง และเห็นท่าว่าตนจะไปไม่รอดแน่ จึงส่งคนไปนิมนต์พระสารีบุตรผู้เป็นพระอาจารย์มาดูใจตน ซึ่งการนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงรับทราบ เนื่องจากธนัญชานิสั่งคนให้ทูลแจ้งข่าวอาการตรีทูตของตนแก่พระองค์ด้วย

พอพระสารีบุตรรับนิมนต์ เดินเท้าไปถึงบ้านคนป่วย ก็ไถ่ถามถึงอาการของธนัญชานิ ว่ายังพอทนไหวไหม เจ็บปวดเป็นทุกข์มากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหนอย่างไร

ธนัญชานิได้ยินพระอาจารย์ถามเช่นนั้นก็ตอบแบบหมดอาลัยตายอยาก ว่าคงทนอีกได้ไม่นานแล้วขอรับพระคุณเจ้า น่าจะทำกาละเร็วๆนี้เอง เพราะความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมีแต่จะทวีกำลังกล้าแข็งขึ้นทุกที ไม่เห็นวี่แววว่าจะลดระดับลงเลย ราวกับใครเอาเหล็กแหลมคมมาจี้หัว มีลมเสียดแทงหัว นอกจากนั้นที่ท้องยังเหมือนโดนคนเอามีดเชือด มีลมเสียดแทงท้อง เนื้อตัวร้อนราวกับกำลังโดนย่างในหลุมถ่านเพลิงก็ไม่ปาน

พระสารีบุตรเห็นธนัญชานิร่อแร่ต้องไปแน่เช่นนั้น ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรดีไปกว่าการชวนธนัญชานิพูดคุยเรื่องภพภูมิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นตาม โดยเริ่มจากการถามว่าถ้าเปรียบเทียบระหว่างนรกภูมิกับเดรัจฉานภูมิ อย่างไหนดีกว่ากัน ซึ่งตามความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องแล้วของธนัญชานิ ก็ทำให้เขาสามารถตอบพระสารีบุตรได้ ว่าเดรัจฉานภูมิย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน (เพราะไม่ต้องทนเร่าร้อนด้วยไฟแผดเผาของขุมนรก)

จากนั้นก็ไล่ลำดับสูงขึ้นมา ระหว่างเดรัจฉานภูมิกับเปรต อย่างไหนดีกว่ากัน ธนัญชานิก็ตอบว่าเปรตดีกว่า (เพราะมีโอกาสสบายบ้างไม่จมอยู่กับอัตภาพคับแคบเหม็นเน่าตลอด) เมื่อเทียบระหว่างเปรตกับมนุษย์ มนุษย์ดีกว่าเปรต (เพราะสบายกว่าและบำเพ็ญบุญศึกษาธรรมได้) เมื่อเทียบระหว่างมนุษย์กับเทวดา เทวดาดีกว่ามนุษย์ (เพราะสบายกว่าและเสพสุขอันเป็นทิพย์) และสุดท้ายระหว่างเทวดากับพรหม ธนัญชานิก็ตอบได้อย่างถูกต้องว่าพรหมดีกว่าเทวดา (เพราะอายุยืนและมีจิตผ่องแผ้วไม่เกลือกกลั้วอยู่ด้วยกามคุณ)

พระสารีบุตรเล็งเห็นว่าธนัญชานิยังมีความปรารถนาภพภูมิ และธนัญชานิก็มาติดอยู่ที่ความเห็นว่าพรหมเป็นภพภูมิที่ดี ที่ประเสริฐ ที่น่าไป พระสารีบุตรจึงแสดงหนทางที่จะดำเนินจิตเพื่อให้ได้เป็นสหายของเหล่าพระพรหม คือแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วทุกเหล่าสัตว์ไม่เลือกหน้า กระทั่งน้ำจิตไม่คิดร้าย ไม่ผูกเวรแล้ว ไม่นึกถึงการเบียดเบียนใดๆแล้ว

จูงจิตธนัญชานิด้วยคำพูดอยู่พักหนึ่ง กระทั่งธนัญชานิรู้ว่าจะกำหนดจิตอย่างไรให้เป็นฌานชั้นต้น พระสารีบุตรก็หลีกไป จิตอันใกล้ดับของธนัญชานิก็สงบลง บรรลุถึงฌานที่เรียกว่าอัปปมัญญาสมาบัติ จากนั้นจึงขาดใจตายด้วยความสุขอันยิ่งใหญ่ เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม หมดความทุกข์ หมดความเจ็บปวดทางกาย ทิ้งซากศพไว้ในโลกนี้โดยปราศจากความใยดีเท่ากระผีกริ้น

พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณ ว่าธนัญชานิถึงกาลแตกดับจากความเป็นมนุษย์แล้ว แต่แทนที่จะได้ประโยชน์ชั้นสูง กลับไปติดอยู่แค่พรหมโลกชั้นต่ำ เนื่องจากไปด้วยกำลังแห่งปฐมฌาน ซึ่งยังไม่ประณีตละเอียดเหมือนพรหมชั้นสูงกว่านั้น

พระศาสดาปรารถนาจะให้กรณีนี้เป็นตัวอย่าง เผื่อภิกษุใดมีโอกาสส่งคนตายอีก ท่านจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายให้มาประชุมพร้อมกัน และเปิดเผยว่าธนัญชานิทำกาละแล้ว แต่ไปติดอยู่แค่พรหมภูมิชั้นต่ำ

ในเวลาต่อมาเมื่อพระสารีบุตรกลับมาเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสถามเป็นเชิงสอบสวน ว่าสารีบุตร ทำไมเธอจึงประดิษฐานธนัญชานิพราหมณ์ไว้แค่ที่พรหมโลกชั้นต่ำเล่า ในเมื่อเธอยังสามารถส่งเขาขึ้นสูงได้ยิ่งกว่านั้น?

พระสารีบุตรทูลตอบพระพุทธองค์ด้วยความเคารพ ว่าท่านมีความเห็นว่าพราหมณ์ทั้งหลายต่างก็น้อมใจไปในพรหมโลกด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นท่านเลยแสดงหนทางอันถูกต้องไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหม

ฟังพระสารีบุตรทูลตอบเช่นนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ว่าอะไร ยืนยันรับรองว่าธนัญชานิได้ไปถึงความเป็นพรหม สมความตั้งใจของพระสารีบุตรแล้ว

จากเรื่องบันทึกเกี่ยวกับธนัญชานิพราหมณ์ ผมมีข้อสังเกตให้พิจารณาดังนี้

๑) คนป่วยใกล้ตายมีทุกขเวทนาแสนสาหัส ไม่ได้เป็นเครื่องหมายว่าเขากำลังจะไปนรก หากจิตของเขากำหนดไว้ดี มีกำลังใจระลึกถึงความดีได้ ก็ย่อมมีที่หมายอันดีได้ และการโน้มน้าวจิตใจคนใกล้ตาย ก็อาจตั้งต้นกันที่การสาธยายเรื่องภพภูมิต่างๆ ซึ่งตรงนั้นนะครับ จิตคนใกล้ตายจะสำเหนียกรู้สึกถึงความจริงเกี่ยวกับภพภูมิต่างๆได้ชัดเจนกว่าเราๆท่านๆ ที่ต่างก็สำคัญว่าคงยังอยู่กันอีกนาน ทั้งนี้เนื่องจากภาวะใกล้สิ้นสุดภพหนึ่ง เป็นสัญญาณบอกด้วยตนเองอยู่แล้ว ว่าภพชาติมี และกำลังจะสิ้นสุดจากภาวะหนึ่งไปสู่ภาวะหนึ่ง เพียงด้วยการชวนคุยเปรียบเทียบภพภูมิต่างๆ ไล่จากต่ำขึ้นไปหาสูง มีผลใหญ่หลวงกับคนใกล้ตายเกินกว่าที่คุณจะนึกถึง

๒) ระหว่างมีชีวิต หากทำทุนไว้อย่างเพียงพอ ก็มีสิทธิ์เลือกภพภูมิได้พอดีกับทุนนั้นๆ ซึ่งก็เป็นไปตามความพอใจเป็นหลัก อย่างเคยมีพระราชาองค์หนึ่ง ระลึกได้ว่าท่านเคยเป็นเทวดาชั้นต้น แม้เมื่อท่านทำบุญใหญ่ระดับอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา แถมได้เป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบันแล้ว มีสิทธิ์เลือกไปเป็นเทวดาชั้นสูงสุดได้ท่านก็ไม่ไป จะเอาแค่เทวดาชั้นต้น ด้วยความผูกพันเดิมๆ สำหรับธนัญชานิพราหมณ์ก็ทำนองเดียวกัน แม้เขานับถือพระสารีบุตรเป็นอาจารย์ ถึงขนาดนิมนต์ให้มาดูใจเป็นคนสุดท้ายแล้ว ก็ยังไม่คลายจากความยินดีในวิสัยแห่งพรหมตามความเชื่อดั้งเดิมแบบพราหมณ์ ความเชื่อนั้นเองเป็นทุนให้น้อมจิตด้วยความเต็มใจยิ่ง ยินดีแต่การแผ่เมตตา ปราศจากเวร ปราศจากความผูกพยาบาทกับใครๆในโลก ก็ขึ้นไปสู่ความเป็นพรหมได้ในที่สุด ตรงนี้แสดงว่าการถึงฌานเป็นไปได้ง่ายแก่คนใกล้ตาย ทั้งที่อาจจะไม่เคยฝึกปรือหรือมีชั่วโมงบินมาก่อน

๓) แม้ส่งคนไปพรหมโลกได้ ทางพุทธศาสนาก็ยังถือว่าไม่น่าพอใจ เพราะแก่นอันเป็นที่สุดของพุทธศาสนาคือการหมดทุกข์หมดโศกอย่างสิ้นเชิง หลุดพ้นจากทุกภพภูมิเข้าสู่มหานิพพานอันเกินจินตนาการของใครๆ และการจะเข้าถึงนิพพานได้นั้น ก็ต้องบรรลุมรรคผล คือจิตต้องมีปัญญา รู้ชัดเฉพาะหน้ากายใจนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน กับทั้งต้องมีสติและสมาธิอย่างเอกอุระดับฌานด้วย นั่นหมายความว่าก่อนตายถ้าปล่อยวางกายใจ ปล่อยวางภพภูมิทั้งหลายเสียได้ด้วยจิตที่พร้อมจะเป็นฌานง่ายๆอยู่แล้ว ก็บรรลุมรรคผลกันสดๆโดยไม่ลำบาก

มีเรื่องคนใกล้ตายเจริญสติจนเป็นพระอรหันต์ก่อนจิตดับอยู่ไม่น้อยครับ ท่านไม่ทำอะไรมาก แค่ไม่คำนึงถึงความกระสับกระส่าย ไม่กลัวตาย ตั้งสติกำหนดดูเฉพาะทุกข์ทางกาย ที่เดี๋ยวหนักบ้าง เดี๋ยวเบาบ้าง พอรู้ชัดว่าความทุกข์ไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงสภาวะทางธรรมชาติที่แปรปรวน เกิดได้ด้วยเหตุ ในที่สุดก็ต้องดับลงเป็นธรรมดา จิตใกล้ตายก็ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ถึงที่สุด ไม่ห่วงไปข้างหลัง ไม่หวังไปข้างหน้า นั่นแหละจึงยกระดับเป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้หมดกิเลสองค์หนึ่ง

พระพุทธเจ้าท่านก็เคยตรัสไว้ ว่าวิธีส่งคนตาย ไม่มีอะไรดีไปกว่าทำให้เขาสบายใจ ปลดความหวง ความห่วงใยใดๆในโลกที่กำลังจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ยกจิตให้สูงถึงสวรรค์ และจูงจิตให้เห็นว่าแม้สวรรค์กับพรหมก็ไม่เที่ยง อยู่ที่นั่นแล้วเดี๋ยวก็ต้องจากไปที่อื่นอีก ต่างจากการไม่ยึดความมีความเป็นใดๆเลย ซึ่งนั่นแหละ หากความห่วงข้างหลังและความไม่หวังข้างหน้าแก่กล้าพอ จิตก็เป็นอิสระถึงที่สุดได้ครับ

ถาม – การพูดตามมารยาทที่ต้องโกหก เช่น ต้องการรักษาน้ำใจ เขาชวนมา ใจเราไม่เอาด้วยแน่ๆ แต่ก็บอกว่าไว้คราวหน้าเถอะ หรือเขาถามว่าชุดใหม่สวยไหม ถามอย่างภูมิใจทีเดียว เราเห็นแล้วนึกร้องยี้ตั้งแต่เข้าประตูมาแล้ว แต่กลัวเขาเสียใจ เลยต้องอ้อมแอ้มตอบยิ้มๆว่าเข้าทีนี่ อย่างนี้ถือเป็นการผิดศีลข้อมุสาวาทหรือเปล่าคะ?

คำสำคัญในคำถามของคุณคือ ‘ต้องการรักษาน้ำใจ’ อันนั้นส่องถึงเจตนาไม่ให้เขาเสียใจ ไม่ใช่ว่าจงใจพูดคำเท็จทั้งรู้อยู่ว่าไม่จริง

ผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เปรียบเทียบง่ายขึ้น สมมุติคุณรู้ดี ว่าเจ้านายชอบให้ชมชุดใหม่ คุณกำหนดไว้ในใจเลย เมื่อไรเห็นชุดใหม่ เมื่อนั้นรีบชมทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าของจะสวยหรือไม่สวย ด้วยความหวังว่าเจ้านายจะได้โปรด ขออะไรจะได้ให้ อันนี้เท่ากับคุณติดตั้งตัวโกหกถาวรไว้ในปากเรียบร้อย คุณพร้อมที่จะพูดไม่จริงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่พูดเพื่อรักษาประโยชน์ของคนอื่น

เรื่องการพูดตามมารยาท หรือพูดเพื่อรักษาน้ำใจนั้น คุณไม่จำเป็นต้องพูดเท็จก็ได้ครับ เช่นแทนที่จะบอกว่า ‘ไว้คราวหน้า’ ก็อาจลดระดับการให้ความหวังลงมาเป็น ‘เอาไว้ให้พร้อมก่อนนะ’ หรือแทนที่จะอ้อมแอ้มว่า ‘สวยดี’ หรือ ‘เข้าทีนี่’ ก็เปลี่ยนเป็นการเล็งรายละเอียดจุดใดจุดหนึ่งที่คุณเห็นว่าดีจริงๆ แล้วชมแบบเจาะจง เช่น ‘โห! สีตัดกันเตะตาขนาดนี้ไม่ค่อยเห็นที่ไหนเลยนะ’ การชมที่ไม่เกินจริง มีความจริงอยู่ในคำ จะทำให้คุณสร้างคำพูดตามมารยาทหรือรักษาน้ำใจได้มากมายโดยที่ปากกับใจยังตรงกันอยู่ คุณจะสบายใจว่าวาจาไม่เป็นเหตุให้จิตบิดเบี้ยว เห็นความจริงผิดเพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียวครับ

ถาม – ทางพุทธสอนให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ถ้าไม่ยึดมั่นว่าเป็นบาป ก็ไม่น่าจะเป็นบาป ไม่ยึดมั่นนรกสวรรค์ ไม่ยึดมั่นว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด ก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งเหล่านั้นใช่ไหมครับ?

ใช่ครับ! ถ้าคุณไม่ยึดมั่นถือมั่นจริง บาปก็ไม่มี บุญก็ไม่มี นรกสวรรค์และการเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่มี มีแต่ความว่างจากตัวตนและบรมสุขเท่านั้น แม้แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์และไฮเซนเบิร์กซึ่งเห็น ‘ความจริง’ ลึกลงไปถึงระดับอนุภาค ยังเคยพูดเลย ว่าทุกสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสล้วนแล้วแต่เป็นมายา คุณคิดว่ามันมีจริง ก็เพียงเพราะคุณสัมผัสพวกมันได้ โดยหารู้ไม่ว่าถ้าคุณปราศจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โลกทั้งใบกับดาวทั้งจักรวาลก็จะเหลือเพียงความเป็นไปได้ที่จะมี หาใช่ว่ามันมีอยู่แน่ๆ

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อคุณถูกหลอกให้เชื่อว่าอะไรๆต่างก็เที่ยงที่จะมี เที่ยงที่จะเป็นตัวตน จิตของคุณก็จะยึดมั่นถือมั่น ตกอยู่ในอุปาทานว่าเรากำลังมี เรากำลังเป็น พูดง่ายๆว่ามีตัวคุณอยู่แน่ๆ

ขอให้คิดถึงขณะหลับฝัน จิตของคุณจะเกิดอุปาทานอย่างเหนียวแน่นว่าทุกสิ่งที่เห็นในฝันเป็นเรื่องจริง ทั้งที่ไม่มีอะไรจริงสักอย่างเดียว จิตของคุณต้องตื่นขึ้นเสียก่อน จึงจะย้อนกลับไปเห็นอย่างถ่องแท้ว่าภาพและเสียงในฝันล้วนเหลวไหล หาใช่ความจริงที่น่ายึดมั่นไม่

สำคัญสุดยอดอยู่ที่ตรงนี้ครับ ตามธรรมชาติแล้ว ตราบใดที่คุณยังนึกว่ามีตัวตน นึกว่ากายนี้เป็นคุณ นึกว่าจิตนี้เป็นคุณ นึกว่าที่กำลังคิดๆอยู่นี้เป็นคุณ จิตก็จะยังกลับไปกลับมาได้ระหว่างกุศลกับอกุศล ตอนเมตตาอยากช่วยคนจิตจะเป็นกุศล ตอนนึกโกรธอยากด่าใครต่อใครจิตจะเป็นอกุศล รากของจิตที่กลับไปกลับมาระหว่างกุศลกับอกุศลได้ ก็คือจิตที่ยังไม่ตื่นจากอุปาทาน ยังนึกว่าน่าเอาอยู่ ยังนึกว่าน่าโกรธอยู่

ส่วนใหญ่เมื่อเริ่มศึกษาพุทธศาสนา โดยเฉพาะเมื่ออ่านหรือฟังธรรมะขั้นสูง หลายคนจะเข้าใจว่ารู้ความจริงแล้ว ตื่นขึ้นแล้ว เลิกยึดมั่นถือมั่นแล้ว ปล่อยวางแล้ว ไม่ตกอยู่ในจักรวาลแห่งมายาแล้ว แท้ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น ถ้า ‘ปล่อยวาง’ ขั้นสุดยอดจริงๆ จิตคุณจะเบิกบานและตื่นเต็ม เปรียบเหมือนคนที่แม้ยังฝันอยู่ แต่ก็มีสติรู้ตัวว่าฝัน และไม่มองภาพเสียงในฝันว่าเป็นตัวตนสักนิดเดียว อาการโลภอยากได้ หรืออาการโกรธอยากทำลาย หรืออาการหลงสำคัญว่าตัวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเหือดหายไปสนิท

แต่ถ้าแค่ปล่อยๆวางๆแบบประเดี๋ยวประด๋าว สติตกเมื่อใดจิตตกเมื่อนั้น ก็ต้องเวียนว่ายสลับกันระหว่างมีจิตดีกับจิตร้ายเรื่อยไป และโดยธรรมชาติของจิตก็มีความลึกลับมหัศจรรย์ยิ่งกว่าธรรมชาติอื่นใดทุกชนิด กุศลจิตคือรากของสวรรค์ อกุศลจิตรากของนรก หากจิตคุณยังเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ก็แปลว่ามีสวรรค์และนรกอันสร้างขึ้นจากจิตรออยู่ และเป็นนรกสวรรค์ที่สัมผัสได้เหมือนที่คุณสามารถสัมผัสโลกนี้แหละ ไม่ใช่เพียงสวรรค์ในอกนรกในใจขณะยังเป็นมนุษย์นะครับ

กล่าวโดยสรุปคือถ้าคุณยังมีความรู้สึกในตัวตน แล้วประกอบกรรมดีด้วยความเป็นตัวตนนั้น เงาหัวของคุณจะทอดขึ้นสู่สวรรค์ทันที แม้ความนึกคิดจะไม่เชื่อว่ามีสวรรค์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสวรรค์ หากตายไปพร้อมกับความงดงามทางใจ คุณก็ไม่มีที่ไปอื่นนอกจากสวรรค์

ในทางกลับกัน ถ้าคุณยังมีความรู้สึกในตัวตน แล้วประกอบกรรมชั่วด้วยความเป็นตัวตนนั้น เงาหัวของคุณจะทอดลงสู่นรกเช่นกัน แม้ความนึกคิดจะไม่เชื่อว่ามีนรก ไม่ยึดมั่นถือมั่นในนรก หากตายไปพร้อมกับความอัปลักษณ์ทางใจ คุณก็ไม่มีที่ไปอื่นนอกจากนรก

การเวียนว่ายตายเกิดก็เช่นกัน แม้คุณคิดๆเอาว่าไม่เชื่อ ไม่ยึดมั่น ไม่ชอบใจให้มีการเวียนว่ายตายเกิด แต่ตราบเท่าที่คุณยังไม่ศึกษาวิชา ‘รู้ตามจริง’ แบบพุทธ ใจของคุณก็จะไม่มีทางเห็นความจริงเกี่ยวกับกายใจนี้ ว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และเมื่อยังยึดว่ากายใจนี้เที่ยง กายใจนี้เป็นตัวของคุณ ก็เท่ากับยังเลี้ยงเหตุแห่งการเกิดใหม่ด้วยความไม่รู้ แล้วตายลงด้วยความไม่รู้ไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ปราศจากวันจบวันสิ้นครับ