โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เล่มที่ ๑: คำปรารภ

(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๑)


‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ เป็นชื่อคอลัมน์ตอบปัญหาเกี่ยวกับ กรรมวิบาก ซึ่งผมเขียนทยอยลงอย่างต่อเนื่องใน นิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๑๘ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คำถามกับคำตอบทั้งหมดในการรวมเล่มเป็นหนังสือครั้งแรกนี้ เรียงตามลำดับและไม่มีการจัดหมวดหมู่ เพื่อรักษาความเรียบง่าย และเปิดโอกาสให้เลือกอ่านได้ตามใจชอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีการปูพื้นหลัง เหมือนที่ปรากฏในนิตยสารทุกประเภท


เวลาพูดว่า ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ มีผลทางใจกับแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร? ผู้ไม่คาดหมายว่าตนจะต้องเดินทางไกล คงไม่เสียเวลาคิดเตรียมเสบียงให้เหนื่อยเปล่า แต่แน่นอน ผู้ที่รอบคอบและคาดหมายว่าตนอาจต้องเดินทางไกลในเร็ววันนี้ คงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกับการกว้านเสบียงสำคัญติดตัวไว้ก่อนจะสายเกินการณ์


ผมขออัญเชิญพระพุทธพจน์มาเป็นหลักพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้


บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละเป็นของของเขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป กรรมนั้นย่อมตามเขาไปเหมือนเงาตามตน ฉะนั้น ทุกคนควรทำกรรมดี สั่งสมไว้สำหรับภพหน้า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ส่วนทรัพย์สินเงินทองข้าวของที่หวงแหนหรือข้าทาสบริวารทั้งหลาย แม้มีอยู่จริงก็ต้องละทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งหมด


สรุปคือ ‘เสบียง’ ตามนัยของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ‘กรรมดี’ นั่นเองครับ ปัญหาคือเรายังเจอคำถามชวนฉงนกันอยู่เรื่อยว่าอย่างไรล่ะเป็นกรรมดี ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยเงื่อนไข และแม้เราเจตนาดีก็น่าคลางแคลงว่าการกระทำหนึ่ง ๆ ของเราเป็นกรรมดีแน่หรือไม่ ในเมื่อผลออกมาครึ่งขาวครึ่งดำอย่างไรชอบกล


การจะแสดงกรรมดีอย่างได้ผลจึงมักต้องควบคู่ไปกับการแสดงกรรมชั่วด้วย เพื่อขับเน้นให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนก่อน และตามธรรมชาติของการเรียนรู้เรื่องกรรมวิบากนั้น วิธีหนึ่งที่รวดเร็วคืออาศัยคำถามซึ่งคาใจคนโดยมาก ถ้ารวมคำถามชนิดที่ใคร ๆ ก็มีอยู่ในใจกันบ่อย ๆ มาตอบ ก็จะมีความน่าสนใจและชักนำมาศึกษาพุทธพจน์ให้ลึกซึ้งได้ง่ายขึ้น เพราะกรรมวิบากเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นคาตากันทุกวินาทีอยู่แล้ว แต่เมื่อไม่มีมหาบุรุษเช่นพระพุทธองค์มาตรัสแสดงเหตุผลเชื่อมโยงระหว่างกรรมและวิบาก ทุกสิ่งก็คล้ายเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือมีมหิทธิพลังสำแดงอำนาจชักใยอยู่เบื้องหลัง


โลกยุคก่อนมีคำถามอยู่มาก แต่คำตอบมีอยู่น้อย


ส่วนโลกยุคนี้มีคำตอบอยู่มาก ทว่าน่าแปลกไหมที่คำถามกลับไม่น้อยลง?



นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกและเริ่มจำความได้ มนุษย์ทุกคนจะรู้จักรสชาติของความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็น และความอยากได้คำตอบกันทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ คือพวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยคำถามในหัว แล้วก็อาจโชคดีกว่าสัตว์อื่นตรงที่มักได้คำตอบมาไขข้อสงสัยกันเสมอ


เดี๋ยวนี้คำตอบอันชาญฉลาดอย่างที่สุดมีอยู่กลาดเกลื่อน แต่น้อยคนจะเฉลียวใจหรือฉุกคิดว่า ‘แล้วคำถามล่ะ ฉลาดที่สุดแล้วหรือยัง?’


คำถามที่ฉลาดที่สุด น่าจะหมายถึงการแสวงหาความรู้อันเป็นประโยชน์สูงสุด ลองเปรียบเทียบดู ระหว่าง ‘ตกลงหมอนั่นกับยายนั่นเป็นชู้กันหรือเปล่า?’ กับ ‘ตัวเราเหมาะกับอาชีพแบบไหน?’ แน่นอน ทุกคนต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคำถามข้อแรกไร้สาระ คำถามข้อหลังสิเร่งด่วน ควรได้คำตอบให้เร็วที่สุด เพราะคำถามข้อแรกเป็นเรื่องนอกตัว ขณะที่คำถามข้อหลังนั้น ตัวเราเองเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง


แต่แปลกไหมล่ะ? ในทางปฏิบัติมีคนไม่น้อยที่อยากได้คำตอบจากข้อแรกชนิดเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่รู้แล้วไม่ได้สารประโยชน์มากไปกว่าเอามาใช้จ้อกันระหว่างเพื่อนสนิท ด้วยความสะใจที่เห็นคนอื่นเขาเลว เขาชั่วช้า เขาประพฤติผิดศีลธรรม


คำตอบที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากคำถามที่ดีที่สุด ขอบอกว่าตราบใดเรายังตั้งข้อสงสัยหรืออยากรู้อยากเห็นตามแรงดันของกิเลส ตราบนั้นในหัวเราจะไม่มีคำถามที่ดีที่สุดผุดขึ้นมาเลย


น่าฉุกใจไหมว่าขณะนี้อาจมีคำตอบที่ดีที่สุดอยู่ในโลก ติดอยู่ที่คำถามในหัวของเราอาจยังไม่ได้ตั้งขึ้นมาให้ตรงกับคำตอบดังกล่าวเท่านั้น...


หนังสือ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ เล่มนี้ บรรจุด้วยคำถามและคำตอบที่จะนำไปสู่คำถามที่ดีที่สุดคือ ‘เราจะเอาประโยชน์อันใดติดตัวไปจากโลกมนุษย์ได้บ้าง?’ โดยมีบทส่งท้ายไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนเป็นส่วนผนวก คือคำแนะนำตรง ๆ ว่าเสบียงใดเตรียมง่ายที่สุดและคุ้มค่าที่สุดอีกด้วยครับ


ดังตฤณ


ธันวาคม ๒๕๔๗