โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เล่มที่ ๑: บทส่งท้าย

“เสบียงที่เตรียมง่ายที่สุด”



ดังที่ผมได้ยกพระพุทธพจน์มานำตั้งแต่ในส่วนของคำนำว่า เสบียงเดียวที่คนเรานำติดตัวไปโลกหน้าได้คือกรรมดี ทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากนั้นต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งหมด


อาจมีคนตั้งข้อสังเกตแถมท้ายอีกด้วยว่า ในเมื่อเกิดใหม่ก็ลืมหมด เพราะฉะนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรอื่น โกยบุญโกยกุศลเข้าตัวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก็พอ อันนี้มีส่วนถูก แต่คำถามคือบุญแบบไหน กุศลแบบใดเล่า ที่มีค่าน่าเก็บเกี่ยวสูงสุด?


เพื่อให้คำถามมีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอแจกแจงคุณสมบัติของ ‘ความเป็นที่สุด’ เป็นข้อ ๆ ดังนี้

๑) เป็นการลงทุนน้อยที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นเสบียงที่ตระเตรียมได้ง่ายที่สุด

๒) เป็นเครื่องประกันความปลอดภัยตลอดเส้นทางเวียนว่ายตายเกิดได้สูงสุด

๓) เป็นสัญญาณนำร่องให้เลือกเส้นทางกรรมอันไปดีที่สุด

๔) เป็นกรรมดีที่ให้ผลพิสูจน์ชัดตั้งแต่ชาติปัจจุบันอย่างรวดเร็วสูงสุด

๕) เป็นหัวขบวนชักลากกรรมดีอื่น ๆ ให้ตามมาไม่สิ้นสุด


คุณ ๆ หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าลงทุนน้อยแต่กำไรมากขนาดนั้นมีอยู่จริง ๆ หรือ? มีจริง ๆ สิครับ มิฉะนั้น บทส่งท้ายของ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ จะเป็นชื่อที่เห็นได้อย่างไร


เรื่องง่าย ๆ แต่ได้ผลดีที่คนมองข้ามมีอยู่มากมาย ทำนองเดียวกับการบริหารร่างกายอย่างถูกต้องเพียงสองสามท่า ก็อาจทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดี มีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมได้ กฎแห่งกรรมวิบากก็เช่นกัน ขอเพียงคุณรู้ช่องทาง รู้จักประตูกลและทางลัดดีพอ ก็สามารถกวาดเก็บคะแนนสะสมแบบทวีคูณไว้เป็นโบนัสใหญ่เกินใครได้ง่ายแสนง่าย


คนเราไม่ว่าสมัยก่อนหรือสมัยนี้มีความไม่รู้ ความสำคัญผิด และความเชื่อสืบ ๆ กันมา เป็นตัวการให้ประกอบกรรมดำ แต่เข้าใจว่ากำลังประกอบกรรมขาว ยกตัวอย่างเช่น นึกว่าจะเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้านั้นต้องลงทุนมาก ตระเตรียมพิธีการมาก ฆ่าสัตว์จำนวนมาก แม้ปัจจุบันก็ยังมีมนุษย์อยู่หลายกลุ่มที่เชื่ออย่างนี้ และปฏิบัติกันอย่างนี้อีกมากนะครับ อย่าเข้าใจว่าสาบสูญไปจากโลกนี้แล้ว บางคนเขานึกว่าเป็นการปลดปล่อยวิญญาณสัตว์จากพันธนาการอันต่ำต้อย อยากทำบุญแต่กลับทำบาปเสียนี่ เป็นไปได้ทั้งนั้นหนอมนุษย์เรา


พระพุทธเจ้าตรัสถึงการบูชาที่ต้องอาศัยเครื่องสังเวยเป็นชีวิตสัตว์ว่ามีผลน้อย อานิสงส์ก็น้อย ถึงแม้จะตระเตรียมมากใช้ทุนทรัพย์มาก นึกดูคงเห็นนะครับว่าต้องเหนื่อยยากเพียงใด กับการคร่าชีวิตสัตว์มาเข้าพิธีเอิกเกริก แต่แทนที่ผลตอบแทนจะงอกเงยไพบูลย์ดังบรรพบุรุษกรอกหูไว้ กลับจะต้องเวียนว่ายอยู่ในวังวนของการเบียดเบียนไม่รู้จักจบจักสิ้น


มีระบุไว้ในธรรมบทว่า การนำอาหารหรือเครื่องยัญไปบูชาเทพเจ้าตลอดปีหนึ่งนั้น ทั้งหมดก็ไม่เท่าหนึ่งในสี่ของการอภิวาทท่านผู้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตรงทางทั้งหลาย อานิสงส์ย่อมเจริญแก่ผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ คือ

๑) เป็นผู้มีอายุยืน คือไม่ตายเสียแต่ต้นวัย เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะไม่ทำกาละตั้งแต่ยังไม่ทันสร้างกรรมไว้เป็นเสบียงติดตัว

๒) เป็นผู้มีตระกูลสูง คือไม่ไปเกิดกับตระกูลต่ำในสังคมยุคนั้น ๆ ไม่เป็นที่ดูถูกของใคร.ๆ ว่าเป็นชนชั้นไพร่ ไม่มีรูปร่างหน้าตาให้ใครหมิ่นว่าเป็นนายกระจอกหรือนางกระจิบ

๓) เป็นผู้มีความสุข คือถ้าไม่ใช่เพราะกำลังเสวยวิบากชั่วก็จะอยู่ดีมีสุข ไม่ร่วงหล่นลงสู่ห้วงแห่งทุกข์ขนาดตะกายขึ้นจากก้นเหวไม่ไหว เป็นผู้มีบุญช้อนให้ขึ้นจากทะเลทุกข์ได้ ไม่จมนาน

๔) เป็นผู้มีอำนาจในตัว คือภาวะที่ไม่มีใครข่มเหงได้โดยง่าย ไม่มีใครเห็นแล้วอยากรังแก หรืออีกนัยหนึ่งบารมีน่าเกรงขามในตนเอง หรือน่าเกรงขามโดยปัจจัยแวดล้อม


สรุปคือ แค่ไหว้ผู้ควรจะไหว้ ไหว้ให้เป็นปกติ ไหว้ให้เป็นนิสัย ก็เกิดผลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดด้วยวิธีนึกคิดด้นเดากันแล้ว


ทีนี้ถ้าใส่เงื่อนไขเข้าไปอีกคือ ถ้ากราบกรานบุคคลอันควรบูชาสูงสุดจะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนว่าอานิสงส์ย่อมบังเกิดสูงสุดเช่นกัน!


แม้ปัจจุบันพระพุทธเจ้าไม่มีพระชนม์อยู่ให้พวกเรากราบไหว้บูชาแล้ว แต่ก็ยังอาศัยพระปฏิมา หรือพระพุทธรูปประจำบ้านเรือนกันได้ หากกราบกรานด้วยความเคารพ เลื่อมใส นอบน้อมทั้งเศียรเกล้า เข้าใจว่าพระองค์ท่านมีบุญคุณอย่างไร ก็ให้อานิสงส์ไพศาลประมาณไม่ถูก เรียกว่าเป็นกรรมขาวที่สว่างมาก และเป็นบุญขนาดน้อง ๆ กราบองค์จริงของท่านทีเดียว ดังจะได้แจกแจงเป็นข้อ ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นเสบียงที่เตรียมง่าย คือ

๑) ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากไปกว่ากระทำการอภิวาทด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ต้องตระเตรียมพิธีการ ไม่ต้องซื้อหาหมูเห็ดเป็ดไก่ ไม่ต้องเชิญแขก ไม่ต้องท่องจำอะไรเลยยังได้ ขอเพียงมีรูปแทนเพื่อทำความเคารพ ก่อนออกจากบ้านแค่ก้มลงกราบสามหน ก็นับว่าใช้ได้แล้ว

๒) เมื่อยังต้องเป็นผู้เวียนว่ายตายด้วยกรรมนำเกิดในภพต่าง ๆ ก็ถือว่าได้หลักประกันความปลอดภัย เพราะผู้ทำความเคารพพระพุทธองค์ด้วยใจ ย่อมชื่อว่าได้ทำกรรมอันจะนำไปสู่ภาวะที่เอื้อเฟื้อให้พบพระพุทธเจ้าองค์ต่อ ๆ ไป

๓) ความอ่อนน้อมย่อมเป็นสัญญาณนำร่องที่ดี คือช่วยให้มีความพึงใจในการเป็นผู้ซื่อตรงและอ่อนโยน นั่นจะเป็นพื้นฐานหรือเป็นกำลังส่งเสริมให้เลือกประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควรได้ อย่างน้อยก็ไม่ก่อกรรมหนักด้วยจิตใจกระด้างหยาบช้าดังที่คนจำนวนมากหลงทำกัน

๔) เป็นกรรมดีที่ให้ผลพิสูจน์ชัดตั้งแต่ชาติปัจจุบันอย่างรวดเร็วสูงสุด ความอ่อนน้อมนับเป็นมงคล เป็นองค์ประกอบหนึ่งของเสน่ห์ในหมู่มนุษย์ หากตั้งอกตั้งใจฝึกกราบอย่างนุ่มนวล มีกิริยาเรียบร้อยสำรวม และให้ทุกความเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความอันประณีต ไม่ทำแบบแข็ง ๆ ไม่ทำแบบพึ่บพั่บกระโดกกระเดก และไม่ทำแบบลวก.ๆ ขอไปที อานิสงส์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนคือจิตใจจะสงบเยือกเย็นลง คิดอ่านอะไรได้กระจ่างชัดขึ้น และมีความเป็นที่รักของเหล่ากัลยณชนคนดี

๕) เป็นหัวขบวนชักลากกรรมดีอื่น ๆ ให้ตามมา อย่างเช่นเลือกที่จะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ก่อกรรมอันเจือด้วยโทสะง่าย ๆ ไม่เป็นผู้ทะนงหลงตนแม้กำลังเสวยอำนาจวาสนา นอกจากนั้น ยังทำให้ใฝ่ใจคิดใคร่พัฒนาจิตให้มีความตั้งมั่น ก้าวหน้าในเส้นทางสว่าง โดยย่นย่อคือ ส่งเสริมให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป


การกราบนั้นมีธรรมชาติที่น่าประหลาดอย่างหนึ่ง ยิ่งน้อมลงได้ต่ำเท่าไหร่ จิตใจยิ่งสูงส่งขึ้นเท่านั้น เช่นถ้าใครมีกำลังใจกราบผู้ควรเคารพได้ถึงเท้า ก็ยิ่งเป็นการแสดงถึงความนอบน้อมได้ถึงที่สุด แม้หาพระบาทของศาสดาองค์จริงไม่ได้ ก็อาจอาศัยพระบาทขององค์พระปฏิมาตามโบสถ์ในวัดวาอาราม หรือเท้าของพระสงฆ์องค์เจ้าที่เราลงใจให้ท่านได้สนิทเป็นการปูทางไว้ก่อน เมื่อใดหน้าผากของคุณจรดลงถึงระดับเดียวกับเท้าของท่าน เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกถึงความเหลือศูนย์ของทิฐิมานะ และตระหนักว่าความเบาจากทิฐิมานะนั้นดีอย่างไร สอดคล้องกับเป้าหมายปลายทางของความเป็นพุทธเพียงใด


ถ้าถามว่าจะกราบพระพุทธรูปได้ต้องมีบุญขนาดไหน? ก็คงต้องตั้งคำถามว่าการกราบพระพุทธรูปนับเป็นลาภปานใดก่อน ถ้าคุณเห็นการกราบพระพุทธรูปโดยความเป็นลาภใหญ่ หรือโดยความเป็นเสบียงอันประเสริฐไว้เลี้ยงตัวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ก็ย่อมต้องทราบด้วยว่า ต้องมีบุญญาธิการยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์อื่นอีกหลายพันล้านชีวิตที่ไม่เคยคิดกราบพระพุทธรูปกัน


ลองถามตัวเองดูเถิดว่า คุณเป็นผู้หนึ่งที่กราบพระพุทธรูปได้ไหม?