โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ



เล่มที่ ๕: ตอนที่ ๔


๐ วิธีทำใจเมื่อสามีต้องติดต่อกับภรรยาเก่า

๐ ทำอย่างไรจะหายหมั่นไส้

๐ วิธีล้างใจจากการจองเวร


ถาม : อยู่กับแฟนมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ระแวงว่าเขายังไม่เลิกกับแฟนเก่าซึ่งมีลูกด้วยกันอย่างเด็ดขาด เพราะยังติดต่อกันอยู่ และอ้างว่าที่ติดต่อกันเพราะเรื่องลูก ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ลึก ๆ ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย เหมือนไปแย่งของของใครมา อย่างนี้จะให้ทำใจอย่างไรดีคะ?

ตอบ :



ปัญหาทำนองนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้นตอก็เพราะคนเรายากจะอยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง ต่อไปนี้ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ (ซึ่งคุณก็อาจกำลังคิด ๆ จะเลือกอยู่) เช่น


๑) จ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมสามีให้รู้แล้วรู้รอด พอรู้แล้วก็จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเอาอย่างไรต่อไปดี เท่าที่ทราบการจ้างนักสืบตามเรื่องชู้สาวจะเสียเงินเป็นหมื่น หรืออย่างน้อยก็หลายพัน และถ้าฝ่ายชายโดนจับได้หรือรู้ภายหลังว่าภรรยาจ้างคนสืบ ก็มักลงเอยด้วยการไม่ไว้วางใจ มองหน้ากันไม่ติด แล้วตามมาด้วยการหย่าร้าง แม้เขาจะประพฤติตนในกรอบศีลธรรมอันดี ไม่เคยมีเรื่องมัวหมองอย่างที่ฝ่ายหญิงระแวงเลยก็ตาม


๒) จ้างหมอทำเสน่ห์ เล่นคุณไสยกันดื้อ ๆ เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เอาชนิดแน่ใจได้ว่าหลงคุณแบบโงหัวไม่ขึ้น ไม่มีทางกลับไปหาคนเก่าหรือคิดหาคนใหม่อีก คงเคยได้ยินว่าไสยศาสตร์มีจริง แล้วก็ทำกันได้ผลมาเยอะ แต่ต้องหาหมอไสยฯเก่ง ๆ หน่อยนะครับ ที่เห็นว่าเป็นมือวางอันดับหนึ่งก็คิดสองหมื่น และที่เห็นว่าเป็นข่าวประจำคือผู้หญิงต้องเข้าพิธี เสียเนื้อเสียตัว จับพลัดจับผลูอาจโดนถ่ายรูปไว้แบล็กเมล์


ยิ่งไปกว่านั้น พิธีอาจไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง คุณไปรับกระแสบาปและความชั่วร้ายที่มืดมนมาเป็นเงาตามตัวเข้าให้อีก นอกจากไม่ได้ใจสามี เขาเห็นคุณยังรู้สึกครึ่งหลงครึ่งเกลียด เข้าใกล้แล้วตะครั่นตะครอได้ด้วย คนผ่านพิธีไสยดำจะเป็นอย่างนี้กันทุกคน บางช่วงดูเสน่ห์แรง บางช่วงหน้าคล้ำหมอง มีความน่ารังเกียจหรือกระทั่งน่าขนลุก เพราะเงามืดของพิธีไสยเป็นไปในทางเดียวกับเงาปีศาจ ที่สำคัญการลงทุนด้วยคุณไสยจะมีราคาแพงสูงสุดก็ตอนพลังด้านมืดมันย้อนมาครอบงำคุณให้หลงเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปหมด ที่เหลือทั้งชีวิตของคุณอาจพลิกไปสู่สภาพวิกลจริตชนิดไม่มีใครพยากรณ์ถูก


๓) บีบบังคับให้สามีหรืออดีตภรรยาของเขาสารภาพ พอสารภาพเสร็จคุณจะได้โล่งอกว่าที่กำลังเม้มปากเดาอยู่นั้นแม่นแล้ว และถัดจากความโล่งที่รู้เสียทีว่าเดาถูก คุณก็จะได้เจ็บอกชนิดกลัดหนองเป็นปี ๆ สะใจไปเลย


แต่ถ้าสมมุติว่าเขาไม่มีอะไรจะสารภาพ ทุกอย่างก็คาราคาซัง คงยากที่คุณจะเป็นสุขด้วยการได้ยินเพียงคำว่า ‘ไม่มีอะไร’ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ สำหรับข้อนี้คุณอาจต้องเสียค่ารถ หรือค่าโทรศัพท์ ซึ่งว่าไปก็ถูกดี แต่อาจต้องเสียแก้วเสียง เสียเวลาทำมาหากิน ขาดรายได้เพราะต้องเวียนเค้นเวียนถามไม่รู้จบอีกหลาย ๆ ปี กว่าลูกเขาจะโตจนหมดข้ออ้าง


๔) คิด คิด และคิด แต่ปิดปากเงียบ ยอมอัดอั้นอยู่คนเดียว เป็นทุกข์เหมือนไฟสุมทรวงคนเดียว ยอมแบกรับความกดดันทุกประการไว้คนเดียวเพื่อให้เกิดสันติสุขระหว่างคุณกับสามี สำหรับราคาของข้อนี้ไม่แน่ไม่นอน อาจเป็นยารักษาโรคกระเพาะ อาจเป็นยารักษาสิวฝ้า หรืออาจเป็นค่าจิตแพทย์ตอนเป็นโรคเครียดถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล หรือ ฯลฯ สุดแล้วแต่จะอัดอั้นตันใจจุกอกขนาดไหน ข้อดีคือไม่ต้องมีเรื่อง ข้อเสียมีมากไม่จำกัด


๕) เลิกคิดระแวง เลิกพูดรีดเอาความจริง เลิกพยายามพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด แล้วหันมาสนุกกับการมองใจตัวเอง เห็นตามจริงว่าใจคนเรานั้น แม้ไม่จำเป็นต้องดิ้นมันก็หาเรื่องดิ้นได้เรื่อยๆ หมดจากเรื่องโน้นมาเรื่องนี้ หมดจากเรื่องนี้เดี๋ยวก็ไปเรื่องนู้นอีก พอดูจนเห็นอาการดิ้นของใจชัดเจนบ่อยเข้า คุณจะรู้สึกขึ้นมาขณะหนึ่งว่าเอ๊ะ! ไม่เห็นต้องดิ้นก็ได้นี่หน่า นั่นแหละครับ ที่ตรงนั้นใจจะเริ่มสงบลงมาเอง


ธรรมดาพอใจเริ่มสงบลง คุณจะเกิดความพึงใจแบบใหม่ คือพึงใจกับการมองโลกตามจริง เห็นความพร่องในโลกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมะ เห็นชัดเจนว่าไม่เคยมีใครเป็นของใครอย่างแท้จริง เพราะถ้าเป็นของคุณจริง คุณคงควบคุมได้ทุกอย่าง รู้เห็นอะไรได้หมดทุกอย่าง ไม่ต้องสอบถาม ไม่ต้องสืบสวน ไม่ต้องระแวงกัน


ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับข้อนี้ ก็เพียงยอมรับข้อความที่ผมเขียนไว้ข้างต้นเท่านั้น! ถ้าเชื่อกันก็ขอให้เตรียมตัวพบกับชีวิตใหม่ได้เลย คุณจะพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง คือการเปลี่ยนจากการเป็นคนขี้ระแวงเป็นคนมองโลกในแง่ดี ประกายเสน่ห์จากเมตตาจิตจะฉายจ้าขึ้นมาโดยไม่ต้องเสี่ยงทำพิธีกับหมอไสยจอมลามกที่ไหน อานิสงส์ที่ได้รับอย่างน้อยที่สุด คือจิตจะใสใจจะเบา ซึ่งสามีจะอยากเข้าใกล้คุณมากขึ้นกว่าตอนอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดขี้ระแวงอย่างแน่นอน


เมื่อใด ๆ ในโลกไม่ใช่ของของคุณอย่างแท้จริง ไม่อยู่ในมือให้คุณบัญชาว่าอย่าเกิดเรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ ฉะนั้นก็เห็นตามจริงให้ได้ครับ อะไรไม่ดีจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ขออย่าให้เริ่มเกิดจากเราก็แล้วกัน


ถาม : ถ้าหมั่นไส้ใครคนหนึ่งไม่หายจะทำอย่างไรดีครับ? พยายามตั้งความนึกคิดเป็นกุศลกับเขาแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องเวียนกลับมาหมั่นไส้อยู่ดี เหมือนใจเห็นไปแล้วว่าเขามีข้อเสียอย่างไร นึกถึงเขาเมื่อไหร่เลยเล็งอยู่แต่ข้อเสียตรงนั้นไม่เลิก ตอนนี้ไม่ค่อยอยากมีจิตเป็นอกุศลกับใครอีกแล้ว ขอคำแนะนำด้วยนะครับ

ตอบ :



พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมชาติของใจคนเรานั้นไหลลงต่ำ หมายความว่าถ้าจะขึ้นสูงก็ต้องออกแรงทวนกระแส จากความจริงนี้ ผมขอตั้งทฤษฎีขึ้นมาข้อหนึ่งนะครับ คือกำลังของใจที่ใช้ในการคิดไม่ดีมีขนาดเท่าใด ต้องใช้กำลังของใจในการคิดดีเป็นสองเท่าจึงจะลบล้างความคิดไม่ดีเดิมได้ แปลว่าถ้าคุณคิดหมั่นไส้ใคร แล้วแค่จะคิดตัดใจเลิกหมั่นไส้ดื้อ ๆ นั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เว้นแต่คุณจะลงทุนออกแรงมากกว่าคิด


ลองเอาชนะกรรมทางความคิดเดิมด้วยกรรมใหม่ที่มีกำลังเหนือกว่า ซึ่งไม่ยากเกินไปดังนี้


๑) เห็นโทษของการเป็นคนมีนิสัยขี้หมั่นไส้ ว่าอาจก่อให้เกิดความคิดไม่ดี คำพูดไม่ดี และการกระทำไม่ดี แล้วตั้งใจเลิกนิสัยนี้เสีย การเห็นโทษของบาปหรืออกุศลเท่านั้น เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้จิตฉลาดในกรรมอย่างแท้จริง เช่นหากปราศจากซึ่งการเห็นโทษของการหมั่นไส้เสียแล้ว คุณจะเอากำลังใจคิดอยากเลิกหมั่นไส้มาแต่ไหน?


๒) เห็นด้านดีของคนที่คุณหมั่นไส้ หมายถึงต้องเล็ง ต้องสังเกต หรือต้องสำรวจกันจริง ๆ ไม่ใช่มองเล่น ๆ พยายามหาให้เจอและคุณรู้สึกออกมาจากส่วนลึกว่านั่นคือความดีของเขา นั่นคือคุณประโยชน์ของการมีเขาอยู่ในโลก จากนั้นให้เอาข้อดีที่พบไปพูดสรรเสริญให้คนอื่นฟัง เพียงแค่ครั้งสองครั้ง คุณจะเห็นใจตัวเองแตกต่างไป คือรู้สึกจดจำเขาในภาพใหม่ขึ้นมา นั่นก็เพราะคุณสร้างใจจริงดี ๆ ด้วยการมองเห็นกรรมดีของเขาตามจริง แถมสำทับซ้ำให้หนักแน่นด้วยการพูดดีเชิดชูเขา เท่ากับก่อทั้งมโนสุจริตและวจีสุจริต ชนะมโนทุจริตเดิมขาดลอย เว้นแต่คุณไปว่าร้ายเขามานาน อันนี้ก็ต้องตามแก้ด้วยน้ำหนักบุญใหม่ พูดถึงเขาในด้านดีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้น้ำหนักเกินบาปเก่า ซึ่งจะรู้ได้ว่าถึงจุดนั้น ก็เมื่อใจคุณจะเบาหวิว มีแต่มุมมองด้านดี เห็นเขาแล้วอยากยิ้ม ไม่คิดเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนอันใดอีกเลย


ความหมั่นไส้เป็นอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างหนึ่งของมนุษย์และสัตว์ มองหน้ากันแวบแรกสามารถเขม่นกันได้ทันที อาจเพราะรูปร่างหน้าตาดีกว่าเรา อาจเพราะได้ดีเกินที่เรารู้สึกว่าควร หรืออาจเพราะเคยมีความผูกพันทางด้านร้ายกันมาแต่ปางก่อน อย่างไรโดยธรรมชาติอันเป็นที่สุดแล้ว ต้นตอความหมั่นไส้มาจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นหลัก คนจนหมั่นไส้คนรวย คนตัวเหม็นหมั่นไส้คนตัวหอม คนทุศีลหมั่นไส้คนมีศีล เรียกว่าธรรมดาโลก


มนุษย์นี้นะครับ เพียงชาติเดียวก็เห็นอะไรได้หลายอย่าง ชีวิตเปิดโอกาสให้เราเคยเป็นทั้งผู้มองและผู้ถูกมอง เวลาเรามองคนอื่น เรามักไปตั้งความคาดหวัง ว่าทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมเขาถึงไม่ทำอย่างนี้ ต่อเมื่อสลับที่ยืน ถึงเวลาเราไปอยู่ในจุดที่ถูกมอง เราก็อาจสงสัยว่าทำไมเขาไม่มองเราอย่างนี้ ทำไมเขาถึงมองเราเตลิดเปิดเปิงไปได้ขนาดนั้น


คนเราเข้าถึงกันได้จำกัด แต่ละคนอยู่ในกรอบของตัวเอง กรอบที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ มุมมอง ความเชื่อ และความรู้สึก ยิ่งกว่านั้นคนเรามักจะนึกว่าเข้าใจสิ่งที่คนอื่นคิด โดยเอาความคิดของตนเองเป็นเครื่องวัด เช่นถ้าเรามาทำงานเร็วเพื่อเอาหน้า พอเห็นคนอื่นมาทำงานเร็วก็นึกว่าเขาอยากเอาหน้าเช่นกัน ทั้งที่ความคิดของเขาอาจแค่อยากเลี่ยงรถติดเท่านั้น


หากมีอุบายใดที่คิด พูด และทำกับคนถูกหมั่นไส้ แล้วใจคุณรินเมตตาออกมา ก็เอาเลยครับ อย่าช้า เพราะเมตตานั่นแหละเป็นคลื่นจิตด้านบวก ที่ลบล้างมลทินทางใจได้ครอบจักรวาลแท้


ถาม : อยากได้วิธีลัด ๆ ในการกำจัดความคิดจองเวรออกจากใจทั้งเขาและทั้งเราครับ

ตอบ :



คำถามข้อนี้ขอตอบด้วยคำตอบเดิมกับข้อก่อน คืออาศัยเมตตาจิต แต่อาจมีอุบายชนิดลัดสั้นตามที่คุณขอมา


ให้ไปที่หน้าหิ้งพระ (หากใครไม่มีโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านก็หารูปแทนพระพุทธเจ้ามาตั้งไว้ในที่สูงเหนือศีรษะก็ได้) แล้วทำความรู้สึกว่าถ้าพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ เราจะรู้สึกถึงรัศมีความปลอดภัย รัศมีความปลอดเวร เพราะพระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ด้วยการให้ความเกื้อกูล ไม่เคยเบียดเบียนใครด้วยเจตนาทางกาย วาจา หรือแม้กระทั่งใจคิดสักครั้ง


เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสเมตตามหากรุณาของพระองค์ท่าน คุณรู้สึกถึงความโปร่งเบาโล่งสบายเฉพาะหน้า จากนั้นให้เปล่งวาจาชัดถ้อยชัดคำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ผูกเวรกับใคร ขณะกล่าวให้ทำความรู้สึกถึงความจริงนั้น หากเกิดดวงความอบอุ่น หรือสัมผัสชัดถึงความว่างจากภัยเวร ขอให้ทราบว่าด้วยการเปล่งวาจาประกาศคุณของพระพุทธองค์ของคุณ ได้เหนี่ยวนำเอาพลังแห่งความจริงดังกล่าวมาเข้าตัวคุณในบัดนั้นแล้ว


ชั่วขณะดังกล่าวจิตคุณจะปลอดจากความผูกใจพยาบาท ไม่อยากก่อเวรกับใครทั้งโลก รู้ไว้ว่าจิตของคุณเป็นดวงกุศล มีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยพุทธคุณ ให้เป่าลมปากเพื่อใช้ธาตุลมเป็นสื่อเหนี่ยวนำจิตให้เกิดความรู้สึกชัด น้อมนึกให้สายลมนั้นไปปะทะบุคคลอันเป็นเป้าหมายเสมือนเขานั่งอยู่ตรงหน้า ระหว่างคุณกับเขาคือความปลอดภัย ปลอดเวร


เอ่ยสามครั้ง เป่าปากสามครั้ง เพื่อสำทับอารมณ์ให้หนักแน่น หากทำเช้าเย็น (หรือถี่กว่านั้นยิ่งดี) สิ่งที่คุณจะรู้สึกชัดกับตัวคือเหมือนมีรัศมีพุทธคุณมาป้องจิตไม่ให้หลงเข้าไปเกลือกกลั้วกับเวรใด ๆ และเหมือนมีความอบอุ่นปลอดภัยห่อหุ้มกายใจเกือบตลอดเวลา แต่สิ่งที่คุณอาจไม่ตระหนักคือดวงความอบอุ่นปลอดภัยนั้นเป็นพลังเมตตาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบกับความรู้สึกของคู่เวรของคุณโดยตรง ตามธรรมชาติกระแสจิตที่แผ่กระทบกันได้โดยไม่ต้องเห็นตัว ยิ่งดวงความอบอุ่นขยายกว้าง และจิตใจคุณสงบเยือกเย็นอยู่ภายในยิ่งขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะค่อยๆรู้สึกแบบเดียวกับคุณมากขึ้นเท่านั้น


ถ้าทำขณะเห็นหน้าอาจไม่ได้ผล เพราะกำแพงความเกลียดกันมาขวางบัง ต่างจากตอนทำลับหลัง ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้ตั้งกำแพงความเกลียดกั้นไว้ การทำลับหลังอย่างบริสุทธิ์ใจจะให้ผลน่าประหลาดใจเมื่อเจอหน้ากันครั้งต่อไปมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณแผ่เมตตาด้วยวิธีนี้จนจิตเกิดกระแสเมตตาท่วมท้น ก็อาจพบว่าการแผ่เมตตาซึ่ง ๆ หน้าได้ผลไม่แพ้เมื่อทำลับหลังเช่นกัน


หากเปล่งวาจาอ้างสัจจะความจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ผูกเวรกับใคร แล้วใจยังไม่นิ่ง ไม่น้อม ก็อาจสวดมนต์อิติปิโสฯสักสองสามจบให้ใจสัมผัสกระแสพุทธคุณกว่าเดิม แล้วค่อยเปล่งวาจาก็ได้ หวังว่าคงเป็นทางลัดที่ลองแล้วประสบความสำเร็จเร็วดังใจนะครับ