คำนำสำนักพิมพ์ โหยหาความรักกันบ้างไหม? ไม่ต้องสันนิษฐาน ก็รู้ว่าส่วนลึกของทุกคนปรารถนาไออุ่นในรัก แต่คล้ายความรักจะประกาศกับโลกว่าถ้าอยากได้ไออุ่น ก็ให้เอาน้ำตามาแลก! ความเข็ดหลาบน่ะหรือ? เมินเสียเถิด กลิ่นหอมหวานเย้ายวนแห่งรักเหมือนมนต์มายา ที่ครอบงำและสะกดจิตมนุษย์ให้หลงเวียนวนปรารถนาไม่รู้เลิก จินตนาการอ่อนละไมไม่เคยหายไปจากใจคน จะนานจนเข้าใกล้วัยชราก็หาได้โรยแรงวาดฝันไม่ ทุกครั้งที่เจอใครสะดุดตาผ่านเข้ามาในชีวิต จะชวนให้อดถามตัวเองไม่ได้ ว่าคนนี้ใช่ไหม? ใช่หรือไม่ใช่ เอาอะไรมาวัดกัน? มีรักไม่ได้หมายความว่าจะสมหวังในรัก ไม่แม้แต่จะประกันว่าได้ลิ้มรสแห่งรักแล้ว กระทั่งพิธีสมรสก็ไม่แน่ ว่าเป็นงานประกาศข่าวมงคลอย่างเป็นทางการ หรือเป็นแค่งานหลอกตามหาชนให้หลงร่วมแสดงความยินดี โดยไม่เคยมีความสุขอย่างแท้จริงอยู่ที่ตั่งรับน้ำสังข์เลยด้วยซ้ำ! หันไปทางไหน ก็ชินตากับการเห็นคนร้องโอดโอย แขนขาถูกกับดักแห่งรักตรึงแน่น ยากขนาดไหนกับการเจอคนยิ้มหวาน แหวกว่ายสำราญในทะเลอมฤตอันขุดสร้างขึ้นด้วยสองหัวใจ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? ถ้าความเข้าใจอันใดจะนำไปสู่คำตอบทั้งหมด พวกเราก็แสวงหาความเข้าใจนั้น เช่นเดียวกันกับทุกคนบนโลก งานเขียนของคุณดังตฤณให้ความเข้าใจหลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็เป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมา ทดลองและเห็นตามได้จริง ไม่ได้เป็นแค่ปรัชญาที่เอาไว้แขวนผนังคู่กับรูปสวยเพื่อยืนแหงนหน้าดูอย่างเดียว พวกเราเคยคัดข้อเขียนของคุณดังตฤณเกี่ยวกับความรัก และได้จัดพิมพ์เป็นเล่มแจกฟรีมาก่อน ได้แก่ ‘วาทะดังตฤณ’ ฉบับความรักหลากสี และ ‘ดังตฤณวิสัชนา’ ฉบับรู้จักรัก พบว่าได้ทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นในวงกว้าง เป็นประโยชน์อย่างที่พวกเราเองก็คาดไม่ถึง คุณดังตฤณเองก็แสดงความชื่นชมกับการคัดสรรของพวกเรา และได้เห็นผลตอบรับจากคนอ่านหน้าใหม่ๆ ว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงใด ฉะนั้น คุณดังตฤณจึงดำริจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับความรักขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ให้ครอบคลุมที่มาที่ไปของความรักอย่างครบถ้วนในเล่มเดียว ไม่กระจัดกระจายเหมือนชิ้นงานเกี่ยวกับความรักอื่นๆ และด้วยดำรินี้ของคุณดังตฤณ พวกเราจึงเห็นควรที่จะร่วมมือร่วมใจกัน ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฮาวฟาร์ขึ้นมา โดยมี ‘รักแท้มีจริง’ ซึ่งคุณกำลังถืออยู่นี้ เป็นการประเดิม และจะได้ทยอยจัดพิมพ์งานใหม่ที่ทรงคุณภาพอื่นๆออกมาต่อไป โดยมีความมุ่งหวังสำคัญ คือจะได้มีส่วนในการเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้นบ้าง ชายหญิงไม่ได้มาจากดาวคนละดวง คนทั้งปวงเกิดจากความไม่รู้อันเดียวกัน ตลอดจนมีเหตุผลในการดำเนินชีวิตเหมือนๆกัน นั่นคือกิเลสสั่งให้ทำอะไรก็ทำ สำนักพิมพ์ฮาวฟาร์หวังว่าหนังสือ ‘รักแท้มีจริง’ จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องของการพบรักแท้ หนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่มนต์เรียกความรักให้มาหาคุณในสามวันเจ็ดวัน เพื่อจากคุณไปในสามวันเจ็ดวัน แต่หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณใจเย็นลง ตลอดจนเต็มใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อพร้อมจะพบชีวิตคู่ที่เป็นสุข ไม่ใช่ยอมลงทุนลงแรง เสียเวลาคอย เสียเวลาคบ เพียงเพื่อได้อยู่กับรักที่เป็นทุกข์เหลือทน สำนักพิมพ์ ฮาวฟาร์ ดังตฤณอารัมภบทแห่งรักแท้ ยังไม่ทันต้องรู้ว่ามีหรือไม่มีจริง คำว่า ‘รักแท้’ ก็ทำให้คุณฝันอย่างเป็นสุขได้แล้ว! ระหว่างรักแท้กับนิทานรัก บางทีเรามักเอามาปนกัน ถ้าได้ยินได้ฟังนิทานโรแมนติกหรือนิยายรักอมตะเรื่องใดแล้วเกิดความประทับใจมากๆ ส่วนลึกของเราก็มักรอความรักแบบนั้นๆโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองนะครับ มีรักแท้ในนิทานอยู่สองเรื่องที่ประทับใจ และคาดว่าจะยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำไปจนตาย วันนี้จะเล่าให้ฟัง นิทานรักเรื่องแรกเล่าผ่านเสียงเพลง Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree (ผูกริบบิ้นเหลืองรอบต้นโอ๊คทีนะ) เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงรักแท้ที่ไม่แพ้กาลเวลา และเป็นรักที่ชนะแม้ความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ของอีกฝ่าย เรื่องมีอยู่ว่านักโทษคนหนึ่งเพิ่งออกจากคุก หลังจากติดอยู่นานสามปี และก่อนพ้นเขตทัณฑสถาน ก็ได้เขียนจดหมายถึงคนรักว่าตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว และสิ่งเดียวที่อยากรู้คือมีสิ่งใดที่ยังเป็นหรือไม่เป็นของเขาอยู่ หากเธอยังต้องการเขา ก็ขอให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้อันหนึ่งบนต้นโอ๊คในสนามหน้าบ้าน หากนั่งรถบัสผ่านมาแล้วไม่เห็นริบบิ้นบนต้นโอ๊ค เขาก็จะไม่ลงจากรถบัส และผ่านเลยไปเพื่อลืมเรื่องราวแต่หนหลังเสีย กับทั้งจะตำหนิตนเองที่ก่อเหตุให้ต้องลงเอยอย่างนี้ ไม่โทษเธอเลยที่ตัดสินใจอย่างนั้น ทว่าเอาเข้าจริงพอใกล้จะถึงบ้าน เขากลับไม่กล้ามองคำตอบที่รออยู่ ได้แต่ไหว้วานคนขับรถให้ช่วยมองแทน ว่ามีสิ่งใดอยู่บนต้นโอ๊คระหว่างริบบิ้นกับความว่างเปล่า เขาได้รำพึงรำพันจนคนในรถได้ยินอย่างหมดเปลือก ว่าที่แท้เขาเป็นนักโทษที่เพิ่งได้รับอิสรภาพ แต่เหมือนยังคงติดคุกอยู่ และมีเธอในบ้านหลังนั้นถือกุญแจดอกที่จะปลดปล่อยเขาออกมาจากกรงขัง กุญแจดอกนั้นก็คือริบบิ้นสีเหลืองบนต้นโอ๊คซึ่งเขาเขียนมาขอไว้ เพียงมีริบบิ้นสีเหลืองอันเดียวบนต้นโอ๊ค เขาจะเป็นอิสระทันที… เมื่อรับทราบความนัย คนทั้งรถเลยพลอยเป็นหูเป็นตาแทนให้พร้อมกัน ซึ่งหลังจากผ่านเวลาระทึก ทุกคนก็มาถึงเขตพิพากษา และบัดนั้นเองคนในรถก็พากันไชโยโห่ร้องลั่น ทำให้หนุ่มผู้รอคอยคำตอบต้องลืมตาขึ้น และแทบไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น เพราะมีริบบิ้นนับร้อยทอประกายเหลืองอร่ามตอบรับสายตาอยู่บนต้นโอ๊ค! ริบบิ้นหนึ่งอันจะน้อยไปกระมัง คนรักของเขาคงเกรงจะไม่เห็น จึงสู้อุตส่าห์ให้คำตอบที่หนักแน่นออกมาจากหัวใจที่ยังเปี่ยมด้วยความรักท่วมท้นขนาดนั้น! เป็นความรักที่ยินยอมรอคอยด้วยความซื่อสัตย์มั่นคง ไม่แปรใจเป็นอื่นทั้งรู้ว่าคนรักของตนกลายเป็นไอ้ขี้คุกไปแล้ว… เมื่อเนื้อร้องมาประกอบกับท่วงทำนองและจังหวะที่รื่นรมย์ผสมเศร้าได้อย่างลงตัว ทำให้นี่เป็นเพลงกินใจขนาดที่เกือบทุกคนฟังแล้วสะอึกอึ้งด้วยความตื้นตัน ถึงไม่เห็นตัวเธอ ก็เห็นภาพรักแท้ของเธอแจ่มชัดผ่านริบบิ้นนับร้อยที่ถูกบรรจงผูกไว้ ราวกับรักนั้นจะเข้ามาเบ่งบานเป็นนิรันดร์ในหัวใจคุณไปด้วย เรื่องราวช่างน่าปลื้มจนอาจสะกดคุณให้ลืมนึกไปด้วยซ้ำใช่ไหมครับ ว่าอดีตหวานซึ้งชวนฉงนปานใด จึงบันดาลให้หญิงสาวปักใจรักชายสักคนได้มากมายปานนี้? เพลงนี้โดนใจแฟนเพลงระดับโลกเลยล่ะ เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๖ ด้วยยอดขายแผ่นเสียง ๓ ล้านชุดภายใน ๓ อาทิตย์ แถมออกอากาศอย่างต่อเนื่องแบบฮอตฮิตเป็นเวลา ๑๗ ปี! แม้กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังมีเปิดให้ฟังประปรายที่โน่นที่นี่ ทุกวันนี้คุณเองก็ฟังได้จากอินเตอร์เน็ตทันที โดยใช้ชื่อเพลง Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree ค้นหาเอาจากเว็บแจกคลิปเช่น http://youtube.com ความจริงก็คือเพลงนี้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นโดย เออร์วิน ลีไวน์ กับ รัสเซล บราวน์ ซึ่งกล่าวว่าได้ไอเดียเพลงจาก ‘เรื่องเล่าต่อๆกันมาอีกที’ ทว่านี่จะเป็นนิทานหรือตำนานปรัมปรามาแต่ไหนก็ตาม เพลงผูกริบบิ้นรอบต้นโอ๊คก็สะท้อนว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยอมฟังนิทานเรื่อง ‘รักอมตะชนะกาลเวลามีจริง’ ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อชื่นชอบก็แปลว่าส่วนลึกของทุกคนหวังจะให้รักแท้มีจริง และอาศัยเพลงนี้เป็นเครื่องวัด รักแท้ในใจคนก็น่าจะหมายถึงความพิศวาส ความผูกพัน ความมีใจเดียวทนทานและท้าทายกาลเวลา โดยไม่ยี่หระว่าจะมีเรื่องเลวร้ายขนาดไหนดาหน้ามาพิสูจน์ ขอเพียงมีตัวตนของคนรัก ขอเพียงได้มาซึ่งตัวตนนั้น ที่เหลือจะดีหรือร้ายเพียงใดก็ไร้ความหมายสิ้นเชิง จบนิทานรักเรื่องแรก มาถึงนิทานรักเรื่องที่สอง เรื่องนี้เล่าผ่านภาพยนตร์โทรทัศน์ชุด Twilight Zone (แดนสนธยา) ชื่อเรื่องคือ To See the Invisible Man (เพื่อจะเห็นมนุษย์ล่องหนได้) ถ่ายทำตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของ โรเบิร์ต ซิลเวอร์เบิร์ก ตัวหนังบอกแต่แรกว่านี่เป็นโลกสมมุติ เป็นแดนสนธยา ซึ่งโลกนั้นผู้คนเต็มไปด้วยความโอบอ้อมและมีมนุษยสัมพันธ์อันดี กับทั้งรังเกียจพวกทำตัวแปลกแยกจากสังคมเป็นอย่างยิ่ง คณะผู้ปกครองจึงตรากฎหมายโหดๆออกมาข้อหนึ่ง คือให้ถือว่าความเห็นแก่ตัวไม่เอาใคร ไม่ยิ้ม ไม่ทักทาย ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเด็ก สตรี และคนชรา จัดเป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงทัณฑ์ ๑ ปี โดยที่ระหว่างการต้องทัณฑ์นั้น ห้ามใครพูดคุยกับอาชญากร ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน คนเดินถนน ตลอดไปจนกระทั่งเหล่ามนุษย์ล่องหนด้วยกัน หากใครคุยด้วยจะพลอยได้รับโทษ ต้องกลายเป็นมนุษย์ล่องหน ๑ ปีโดยไม่มีข้อยกเว้น! งานนี้แอบคุยก็ไม่ได้นะครับ เพราะในแดนสนธยาจะมีหุ่นสอดแนมทรงกลมลอยมาตักเตือน และถ้ายังขืนพูดคุยต่อจ้อไม่หยุดก็เสร็จเลย จะพลอยโดนลากตัวไปรับโทษตามกันทันที ตัวละครเอกมีนามว่า มิทเชล แชปพลิน เริ่มเรื่องขึ้นมาคือฉากที่แชปพลินกำลังถูกตรึงข้อมือทั้งสองไว้กับแขนเก้าอี้ และโดนศาลไร้หน้าพิพากษาให้เป็นมนุษย์ล่องหนในข้อหา ‘ชาเย็นต่อสังคม’ ซึ่งโดยนิสัยของแชปพลินแล้ว เขาไม่ได้สำนึกผิดหรือกระทั่งแคร์กับบทลงโทษนั้นแม้แต่น้อย แถมยังแค่นหัวเราะเอ่ยเย้ยศาลเสียอีกว่าศาลเป็นบ้าหรือไง ที่คิดว่าทัณฑกรรมพรรค์นี้จะทำอะไรคนอย่างเขาได้ เครื่องหมายของมนุษย์ล่องหนคือแผลเป็นน่าเกลียดกลางหน้าผาก ใครก็ตามเห็นแผลเป็นนี้เข้าเป็นต้องหลีกหนีกันกระเจิดกระเจิง เพราะเกรงกลัวโทษของการเข้ามาสุงสิงกับมนุษย์ล่องหน ดังนั้นหลังกลับออกสู่โลกภายนอกพร้อมหน้าผากประทับตราบาป ก็ไม่มีใครกล้าหยุดทักทายเสวนากับแชปพลินเลย แม้แต่คนรู้จักที่เคยสนิทสนมกัน ช่วงแรกแชปพลินออกจะสบอารมณ์ด้วยซ้ำที่ผู้คนแกล้งไม่เห็นเขา ปล่อยให้เขาทำอะไรล้ำเส้นแค่ไหนก็ได้ เช่น เมื่อพนักงานตักอาหารทำเป็นเมิน เขาก็กระโดดข้ามเคาน์เตอร์ไปเลือกตักอาหารเอาตามใจชอบ หรือเมื่อพนักงานสปาทำเป็นไม่สน เขาก็เข้าไปดูผู้หญิงแก้ผ้าในห้องอบไอน้ำ พร้อมกระเซ้าเย้าแหย่ต่างๆนานา โดยไม่มีสาวใดสบตาหรือแม้แต่จะกล้ากระโตกกระตากโวยวายเลยสักนาง ทว่าวันเวลาผ่านไป ความครึกครื้นของการทำเรื่องเลวๆก็ค่อยๆหดหาย กลับกลายมาเป็นความรู้สึกว่าโลกเงียบเหงา ยิ้มเยาะโลกของแชปพลินค่อยๆหุบลงทีละน้อย เพราะไม่มีใครคุยกับเขาจริงๆ ไม่แม้แต่จะแสดงทีท่าว่าเห็นเขา เหมือนเขาแปรสภาพเป็นอากาศธาตุไปแล้ว นั่นเองบีบให้แชปพลินเริ่มหาคนคุยด้วย โดยเริ่มจากมนุษย์ล่องหนที่มีแผลเป็นน่าเกลียดบนหน้าผากเหมือนๆกัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะทุกคนต่างหวาดกลัวการได้รับโทษเพิ่ม โอกาสเป็นอิสระจะกลับถูกยืดให้ห่างออกไปอีก แชปพลินยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ชายตาบอดที่หลงทักทายเขา ให้โอกาสเขาเอ่ยนามแนะนำตัวหลังจากไม่ได้ยินชื่อตนเองมาเนิ่นนาน ก็ลุกหนีทันทีที่มีคนมากระซิบบอกว่ากำลังคุยอยู่กับใคร แถมด่าฝากทิ้งท้ายโทษฐานที่แชปพลินเกือบทำให้ตนพลอยซวยไปด้วย เมื่ออดรนทนไม่ได้ พอเจอเพื่อนมนุษย์ล่องหนด้วยกันเป็นสาวน้อยหน้าตาบอกบุญไม่รับคนหนึ่ง แชปพลินก็ถลาเข้าไปอ้อนวอนแบบสิ้นท่า เหมือนขอทานไร้ศักดิ์ศรีที่ขอรับเพียงการพูดจาสนทนากับเขาสักแค่นาทีเดียว แต่สาวน้อยหน้าบูดนางนั้นก็ตัดใจปฏิเสธโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ เดินหนีท่าเดียว ทั้งที่เห็นแชปพลินร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตาอยู่เช่นนั้น นั่นเพราะเธอกลัวบทลงโทษที่จะเพิ่มขึ้นเกินกว่าจะเห็นแก่มนุษยธรรมใดๆ คืนหนึ่งขณะที่แชปพลินกำลังเดินโต๋เต๋ไปตามทางนั่นเอง เขาเห็นวัยรุ่นกวนเมืองกำลังขโมยรถคันหนึ่ง และเมื่อพวกนั้นเห็นรอยแผลเป็นบนหน้าผากของแชปพลิน ก็ขับรถที่ขโมยมานั่นเองไล่ชนแชปพลินเปรี้ยงเข้าให้ ผลคือแชปพลินขาหัก แต่หมอไม่รับรักษา และถูกปล่อยให้นอนบิดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด ส่งเสียงร้องโหยหวนทั้งคืนโดยปราศจากคนเหลียวแล เพราะความเป็นความตายของนักโทษล่องหนมีค่าเท่ากับศูนย์ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบหากมนุษย์ล่องหนต้องเสียชีวิตลงด้วยการถูกทอดทิ้ง วันคืนอันเหน็บหนาวหฤโหดผ่านไป แล้วในที่สุดวันรับอิสรภาพก็มาถึง ใบหน้ากระด้าง แววตาชาเย็นเห็นแก่ตัว กับรอยยิ้มเย้ยโลกแบบเดิมๆหายไป แชปพลินกลายเป็นอีกคนที่แคร์คน ยิ้มเป็น อากัปกิริยาอ่อนโยนลง และพูดคุยกับคนรู้จักด้วยท่าทีเป็นมิตรมากมาย เรื่องน่าจะจบด้วยดีสำหรับชายหนุ่มผู้ได้รับบทเรียนอย่างสาสมรายนี้ แต่ก็ไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่อแชปพลินเดินไปบนฟุตบาทอยู่ดีๆ ก็ปะเข้ากับเด็กสาวล่องหนที่เขาเคยอ้อนวอนขอคุยกับเธอ ทีแรกแชปพลินเบือนหน้าหนีแสดงท่าเพิกเฉยทันที เพราะไหนจะยังสยองกับโทษทัณฑ์ที่เพิ่งผ่านมาหยกๆไม่หาย และไหนจะแค้นเคืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยมาก่อน แต่เธออยู่ในช่วงทรมานเกินทน จนยอมเป็นขอทานไร้ศักดิ์ศรีที่เรียกร้องคำสักคำหนึ่งจากเขา เธอวิ่งไล่ยื้อ วอนขอไม่ให้เขาหันหน้าหนี เขาจะพูดอะไรก็ได้ เธออยู่ตรงนั้น และไม่อยากเป็นมนุษย์ล่องหนอีกแล้ว น้ำเสียงขมขื่นที่เกิดจากการผ่านคืนวันอันโหดร้าย ประกอบกับการหยุดยืนก้มหน้าร้องไห้อย่างสิ้นท่าของเธอ ทะลวงผ่านปราการแห่งความกลัวและความผูกใจเจ็บของแชปพลินได้สำเร็จ แม้เขาจะได้ยินหุ่นสอดแนมบินมาหึ่งๆ ชายหนุ่มก็ปลงตก ทิ้งกระเป๋าถือลงกับพื้นและเป็นฝ่ายหันกลับไปสวมกอดเด็กสาว ด้วยท่าทีของผู้พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อให้ความอบอุ่นกับเธอ เธอร้องไห้โฮและกอดตอบด้วยความขอบคุณ แชปพลินพร่ำบอกเธอด้วยถ้อยคำที่ครั้งหนึ่งเขาเคยโหยหา นั่นคือเธอไม่ใช่มนุษย์ล่องหน เขาเห็นเธอ เธอมีเลือดเนื้อและตัวตนให้เขาแคร์… หุ่นสอดแนมก็ลอยต่ำลงมาขู่เป็นครั้งสุดท้าย ว่าหากไม่ออกห่างมนุษย์ล่องหน เขาจะต้องกลายเป็นมนุษย์ล่องหนอีก แต่แชปพลินก็ไม่ได้คลายอ้อมแขนออก และยังคงปักหลักเป็นที่พึ่งให้แก่เธอ ทั้งรู้ชะตากรรมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนต่อไป หลังจากชดใช้บาปแห่งการเป็นคนเห็นแก่ตัวมาหนึ่งปีเต็ม แชปพลินไม่ใช่แค่ดีขึ้น แต่กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่อาจหาใครดีเท่า นาทีแห่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของแชปพลินประทับอยู่ในใจผมไม่รู้เลือน ขอเพียงคุณเข้าถึงความรู้สึกของแชปพลิน ก็เท่ากับคุณเข้าถึงชั่วขณะแห่งรักแท้อันอบอุ่นและงดงามยิ่งแล้ว ในความเป็นจริง จะมีใครหน้าไหนยอมเป็นความอบอุ่นให้กับคนที่เคยทอดทิ้งตนไว้กับความเยียบเย็นเล่า? หากดูเรื่องนี้อย่างพยายามถอดรหัสสัญลักษณ์ ก็จะพบว่าผู้ประพันธ์พยายามบอกว่าพวกเราเป็นมนุษย์ มีหัวใจและจิตวิญญาณที่น่าจะสูงส่ง แต่ก็มักละเลยหรือดูดายต่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่ด้อยโอกาสกว่า ราวกับพวกเขาไม่มีตัวตน หรือเป็นเพียงอากาศธาตุ เรื่อง To See the Invisible Man ฉายให้เห็นว่า ‘เพื่อจะเห็นคนไร้ค่าและได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา คุณต้องมีน้ำใจยิ่งใหญ่ผิดมนุษย์ธรรมดา และเพื่อมีน้ำใจยิ่งใหญ่ได้ขนาดนั้น คุณอาจจำเป็นต้องผ่านความทุกข์แบบเดียวกันมาเสียก่อน’ ประเด็นนี้สอดคล้องกับธรรมชาติกรรมวิบากอย่างดีทีเดียว คือถ้าคุณเห็นแก่ตัว วันหนึ่งคุณจะไร้ค่าและไม่มีใครเหลียวแล ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังให้บทสรุปทางความรักที่มีค่าน่าจดจำทีเดียวครับ นั่นคือ ‘ความอยากช่วยนั่นแหละ คือต้นทางของรักแท้!’ คุณจะเข้าถึงรักบริสุทธิ์ที่ไม่เจือด้วยเหยื่อล่อใดๆแม้กระทั่งเซ็กซ์ได้ก็ต่อเมื่อ ‘ใจดี’ มากพอเท่านั้น คุณสามารถดูคลิปได้ที่ http://youtube.com/watch?v=JSKKppfqQx0 นะครับ หนังจะตัดหลายฉากหน่อย แต่ก็รู้เรื่องตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงฉากสำคัญสุดท้าย เอาล่ะ! กล่าวถึงรักแท้ในนิทานพอเป็นกระสายไปแล้ว คราวนี้คงถึงเวลากล่าวถึงรักแท้ในโลกความเป็นจริงบ้าง หนังสือเล่มนี้ตั้งใจบอกคุณว่า รักแท้ไม่ได้มีอยู่ก่อน และไม่เคยหายไปไหนเลย มันขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ใครจะสร้างสำเร็จเท่านั้น และเมื่อสร้างรักได้แล้ว คุณต้องรู้วิธีรักษาด้วย โดยการเข้าใจกฎธรรมชาติที่สำคัญประการหนึ่งคือ ถ้าไม่สร้างอนิจจังขาขึ้น คุณจะต้องประสบกับอนิจจังขาลงเป็นธรรมดา แม้จะยังไม่พบรักแท้ในระหว่างอ่านหนังสือ อย่างน้อยก็ขอให้คุณสงบพอจะเป็นคนรอได้ เป็นสุขอยู่กับตัวเองได้ ไม่บุ่มบ่ามตามอารมณ์ และถ้าวันหนึ่งมีใครเคียงข้าง ก็ไม่สร้างทุกข์ให้กับเขาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เหมือนที่ผ่านมาครับ ณ ย่อหน้าจบนี้ อยากเปิดเผยว่าที่เล่านิทานรักสองเรื่องให้ฟัง ก็เพราะอยากให้คุณอ่านหนังสือจบอย่างคนที่กำอำนาจสร้างรักแท้ไว้ในมือ ส่วนจะสามารถสร้างรักหวานซึ้งตรึงตราท้ากาลเวลาได้อย่างในเพลง Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree หรือสร้างรักที่ยิ่งใหญ่ขนาดสอนโลกได้เหมือนในหนัง To See the Invisible Man อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญที่ขอให้เป็นรักแท้ก็แล้วกัน เพราะนั่นจะทำให้โลกที่กำลังขาดความรักอย่างรุนแรงใบนี้ ดูดีขึ้นกว่าเดิมเสียทีครับ ดังตฤณ
|