คุณเชื่อทฤษฎีนี้ไหม? ตอนที่เรายังไม่รักใคร
เราอาจมีแก่ใจทำดีกับเขา แต่เมื่อไหร่ที่รู้ว่าเขารักเรา
เราจะเริ่มอยากทำร้ายเขาทันที!
คุณเชื่อไหมว่าที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะลึกๆเราอยากหาใครสักคนมาเป็นข้าทาส
เอามาเป็นที่รองรับอารมณ์ เอามาก่นด่าได้แรงๆ
ดูถูกเหยียดหยามได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องกลัวว่าเขาหรือเธอ
(ที่เราเรียกในใจว่า มัน) จะไปฟ้องตำรวจ?
คุณเชื่อไหมว่าเราเห็นคนแปลกหน้าทั้งหลายเป็นอื่น
เมื่อจะลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย หรือกระแทกวาจาทำร้ายจิตใจ
จะได้ถนัดถนี่หน่อย ไม่ต้องเกรงใจอย่างญาติ
เมื่อคนแปลกหน้ากลายเป็นคนใกล้ชิดจนยากจะถอนตัวออกห่าง
เราก็สามารถบังคับควบคุมให้เขาต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยดี
ไม่ว่าจะต้องทนทุกข์จากน้ำมือเราสักขนาดไหน?
หากทฤษฎีข้างต้นเป็นจริง ก็แปลว่าโลกนี้ไม่มีใครครองรักแล้วเป็นสุขกันสักราย
เพราะหมายความว่าทันทีที่ยึดครองใครสักคนเป็นคนรัก
คุณก็พร้อมจะกดขี่คนๆนั้นเยี่ยงทาสแล้ว
คงไม่มีใครเป็นสุขจากภาวะจองจำเยี่ยงทาส
และแม้ผู้ผันตัวเองไปเป็นนาย
ก็ย่อมมีชีวิตที่แห้งแล้ง เพราะทราบอยู่แก่ใจลึกๆว่าตนไม่มีคนรัก
มีแต่คนใกล้ชิดที่อึดอัดทรมานเพราะเรา
เราย่อมไม่รู้สึกอบอุ่นกับการใช้ชีวิตคู่เคียงกัน
ผิดจุดประสงค์เริ่มแรกแห่งการจับคู่
ที่มนุษย์ทั้งหลายปรารถนาความรัก ความอบอุ่น ความไยดีอาทร
และมีลูกหลาน มีครอบครัวอันปรองดองไปจนกว่าจะตายจากกัน
ทุกคนปรารถนาความปรองดอง แต่ทฤษฎีทำร้ายคนรักกลับบอกเรา
ว่าเมื่อใดคนสองคนเริ่มรักกัน
ก็รอดูได้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายข่มเหง
และใครจะเป็นฝ่ายถูกรังแก หรืออีกทีก็รอดูว่าถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งท่ารังแกกันและกัน
ในที่สุดใครจะแพ้ ใครจะชนะ ลงเอยคือจะแตกแยกกันเมื่อใด
คงไม่มีสักกี่รายที่ทนทำหน้าบูด
ทู่ซี้อยู่ได้นานพอจะรอมัจจุราชมาเป็นกรรมการยุติการชกในชาตินี้
หากอยากยืนยันว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักเป็นเรื่องจริง
ก่อนอื่นเราต้องตั้งสมมุติฐานว่าเมื่อตกลงเป็นคนรักกัน
ทุกคู่ ต้องพูดจาหรือทำเรื่องน่าเจ็บใจให้แก่กันและกันเสมอ
หากพิสูจน์ได้ว่ามีคู่รักแม้แต่คู่เดียวในโลกที่ครองชีวิตกันดีๆ
มีแต่พูดหวานๆ เอาอกเอาใจกันตลอดรอดฝั่งไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร
ก็ให้ถือว่าทฤษฎีทำร้ายคนรัก ไม่จริง
หรือ มีข้อยกเว้นให้พิจารณาเป็นกรณีไป
พฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วไปเป็นอย่างไร?
ข้าทำได้ แต่แกห้ามทำ!
ข้าพูดได้ แต่แกห้ามพูด!
ข้าคิดได้ แต่แกห้ามแม้จะแอบคิด!
ถ้าพบพฤติกรรมทำนองนี้ทั่วทุกหย่อมหญ้า ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักมีแนวโน้มจะเป็นจริง
เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องของคนบ้าอำนาจ
อยากยึดครองสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น โลกนี้ไม่มีสิ่งใดน่ารังเกียจเท่าการสูญเสียสิทธิเสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเอง
แต่พฤติกรรมของผู้ที่อ้างว่าเป็นคนรักส่วนใหญ่
กลับเอนเอียงไปทางใช้สิทธิ์ของคนรักลิดรอนสิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเกือบทั้งสิ้น!
ความหมายของคนรักคืออะไร? ต้องทำตัวน่ารัก
หรือสมควรจะทำให้คู่รักของตนมีความสุขมิใช่หรือ?
มิฉะนั้นจะมีศัพท์เรียกว่าเป็น คู่รัก
ได้อย่างไร? ต้องเรียกว่าเป็นคู่เวร คู่แค้น
หรือคู่ทิ่มแทงเสียมากกว่า ทำไมการณ์กลายเป็นเรื่องกลับตาลปัตรไปอย่างนี้ได้?
เพื่อความเข้าใจ ก็ต้องขุดค้นกันให้ลึกลงไปอีกหน่อย
ถามว่าเหตุผลของการ ต้องมีคนรัก
คืออะไร แน่นอนว่าสิ่งที่เราจะคิดถึงเป็นอันดับแรกน่าจะได้แก่การหาใครสักคนมาแก้เหงา
มาเอาสนุก มนุษย์เป็นสัตว์แสนเหงา อยู่คนเดียวนานๆไม่ได้
ต้องหาคนที่คุยกันรู้เรื่องมาเป็นเพื่อน และมนุษย์ก็เป็นสัตว์เสพความบันเทิง
อยู่เปล่าๆแล้วแห้งเหี่ยว ต้องหาเพศตรงข้ามมาจอยกันให้สนุก
ถ้าแก้เหงาได้จริง ถ้าร่วมสนุกได้มาก
ธรรมดาเราก็จะเกิดการหวงแหน เห็นคนรักเป็น
สมบัติส่วนตัว แถมอยากให้เป็น ของตายในมือ
อีกด้วย คนอื่นไม่มีสิทธิ์แม้แต่เตร่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะสักคำสองคำ
แถมจะเห็นคนรักเป็นบริกรเอนกประสงค์
อยากเรียกใช้บริการที่ไหนเมื่อไหร่ต้องได้
ห้ามมาช้า ห้ามบ่นปอดแปด
เห็นจุดเริ่มต้นของการอยากครอบงำคนรักให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือยัง?
หากไม่ได้ดังใจนะครับ คนเราก็จะหาวิธีต่างๆนานา
หาจุดอ่อนของคนรักให้เจอ เพื่องัดไม้เด็ดมาใช้ให้ถูกจุด
จนกว่าจะครอบงำและควบคุมความนึกคิดของคนรักได้ทั้งตัว
จากเริ่มต้นที่ตั้งความหวังไว้ว่าคนรักจะเป็นแหล่งรวมอารมณ์ดีของฉัน
ในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งรวมความได้อย่างใจของกู
เมื่อรักกัน คบหาสนิทกัน ใครสมควรเตรียมตัวเป็นฝ่ายซวย
ใครสมควรเป็นตัวซวย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง
เกมรักกลายเป็นว่าใครหงอก่อน เปิดช่องโหว่ให้ก่อน
ก็จะมีสิทธิ์เป็นฝ่ายซวยก่อน ใครแสดงความเข้มแข็ง
หรือมารยาเพทุบายดีกว่า คนนั้นก็ได้ตำแหน่งตัวซวยประจำชีวิตของคนรักไป
คนเรากลัวการสูญเสีย แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างเหตุแห่งความสูญเสียกันอย่างไม่ต้องหยุดต้องหย่อน
บางทีรู้แก่ใจว่าเป็นตัวซวย ทำชีวิตคนรักให้อับเฉา
อึดอัดคับอกคับใจ ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง
จะเปลี่ยนทำไม ได้เป็นนายแล้วนี่
เอาล่ะ! เดี๋ยวจะเครียดเกินไป มามองด้านดีบ้าง
เพราะเห็นเงื่อนไขของการเป็นคนร้ายหลังคบกับคนรักกันไปแล้ว
คราวนี้หากจะเป็นคนรักที่ทำตัวน่ารักอย่างยั่งยืน
เราต้อง สมมุติ ให้มีเงื่อนไขอะไรอยู่บ้าง?
มองบางคู่ที่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้จริง
คนบางคนโชคดีเจอ แจ็กพอตของชีวิต
โดยไม่ต้องพยายาม กล่าวคืออยู่ดีๆก็ได้เจอคนสมกัน มีความเลื่อมใสในชีวิตที่ดีงามเหมือนๆกัน
มีความประพฤติอันใสสะอาดพอๆกัน มีความเสียสละไม่เอารัดเอาเปรียบได้เท่าๆกัน
ตลอดจนมีความคิดอ่านในระดับเดียวกัน
อันนี้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่จะครองรักกันอย่างสมบูรณ์แบบตามอุดมคติพุทธ
นั่นคือ มีศรัทธา มีศีล มีจาคะ และมีปัญญาเสมอกัน
สำหรับคุณๆที่อาจยังไม่เคยเจอคู่แสนประเสริฐดังกล่าว
ก็ขอให้ฟังหูไว้หู แบบเผื่อใจไว้แล้วกัน คิดว่า ถ้าคุณสมบัติเหล่านี้เป็นแค่เรื่องสมมุติ
ก็แปลว่าไม่มีคู่ที่หลุดรอดจากทฤษฎีทำร้ายคนรัก
แต่หากเป็นจริงได้เมื่อใด ก็แปลว่าทฤษฎีทำร้ายคนรักจะใช้ไม่ได้กับคู่นั้นอย่างเด็ดขาด!
ผู้ที่ศรัทธาความบังเอิญ ย่อมไม่อาจเลื่อมใสว่าคู่ใดในโลกจะมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมดังกล่าวได้
ส่วนผู้ที่ศรัทธาพรหมลิขิต ย่อมเชื่อว่าถ้ามีการขีดชะตาไว้จากฝั่งฟ้าเบื้องบน
ก็ย่อมมีอะไรเช่นนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
(และไม่ควรตั้งคำถามว่าทำไมจึงได้รับความกรุณาอย่างลำเอียงเช่นนั้น)
ดังนั้นจึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำตนเป็นคนร้าย
ปล้นความสุขของคนรักกันต่อไป
แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธากรรมวิบาก ย่อมเชื่อในเรื่องของ
การพยายามทำให้มี เชื่อในศักยภาพของมนุษย์
ว่าถ้าสมมุติอะไรขึ้นมาได้ก็แปลว่าคิดได้แล้ว
และ ถ้าคิดได้ก็ต้องทำได้ ขอเพียงมีวินัยและความซื่อสัตย์กับความตั้งใจของตนเองไปสักพัก
เขาย่อมเห็นตามจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัส
ว่าสามีภรรยาผู้มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน
ควรแล้วที่จะครองรักอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตปัจจุบัน
และจะได้พบกันอีกในปรโลก
ชายหญิงคู่อื่นในโลกย่อมสลับกันเป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายถูกกระทำ
เมื่อทำเขาเจ็บ วันหนึ่งก็ต้องเจอใครสักคนทำให้เจ็บบ้าง
และถ้าเห็นคนอื่นเป็นทาส วันหนึ่งย่อมตกอยู่ในฐานะข้าทาสบ้าง
เป็นความยุติธรรมที่ได้ดุลดีในธรรม
อันนั้นก็ปล่อยเขาไป แต่อย่าปล่อยตัวเราเองเลย
ไม่มีใครสร้างกฎ แต่ก็ตกอยู่ภายใต้กฎนี้เหมือนๆกันหมด
ถ้าเราทำถูกกฎ กฎย่อมสนองคืนเป็นความรู้สึกถูกต้อง
และบันดาลรูปชีวิตที่เป็นสุขสืบไป
ให้ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอนาคต อย่าปล่อยให้อดีตมาครอบงำปัจจุบันและอนาคตกันเลย
สิ่งที่คนรักดูเหมือนน่าจะมี คือความพร้อมที่จะรัก แต่สิ่งที่ทุกคนมีอยู่แน่ คือความพร้อมจะร้าย
http://dungtrin.com/empty2/21.htm