← กลับหน้าหลัก

คำนำ


วลีเด็ด ‘แพ้เสียงในหัว’ น่าจะตรงใจคนจำนวนมาก จึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ใครๆก็เก็บไปพูด แม้หาที่มาที่ไปไม่เจอว่าใครเป็นต้นคิด ไม่ทราบว่าคนประดิษฐ์นิยามวลีนี้ไว้อย่างไรแน่

เหตุผลก็คงเพราะวลีนี้อธิบายความรู้สึกภายในได้ดี ใครได้ยินก็นำมาใช้ต่อได้ทันที อารมณ์ประมาณว่ามีสองคนทะเลาะกันในหัว แล้วฝ่ายร้ายชนะฝ่ายดี หรือหนักกว่านั้น คือ เหมือนในหัวมีภูตผีปีศาจแอบแฝงและคอยเฝ้ากระซิบ ยุยงให้ทำเรื่องที่รู้ทั้งรู้ว่าทำแล้วจะต้องเดือดร้อนในภายหลัง แต่ก็เผลอทำตามคำยุยงของมันจนได้

ผมสนใจเรื่อง เสียงในหัว มานาน เคยเขียนไอเดียลงในเศษกระดาษก่อนเกิดทางนฤพานเวอร์ชั่นแรกในปี ๒๕๓๒ โดยขึ้นต้นเรื่องประมาณว่า...

ในหัวของเขามีเสียงบางอย่างดังอยู่ไม่รู้จบ เหมือนกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังส่งเสียงพร้อมๆกันในห้องปิด บางเสียงเคยได้ยิน บางเสียงฟังแปลกหู กระซิบกระซาบบ้าง บ่นกระปอดกระแปดบ้าง อ่อนโยนบ้าง รุนแรงบ้าง จนแยกไม่ออกว่าเขาเป็นเจ้าของเสียงใด หรือเสียงไหนแอบแทรกเข้ามาสิงสู่อยู่ในหัวเขากันแน่

ไม่มีใครหยุดพูด ดูท่าทางเสียงเหล่านั้นอยากบังคับให้เขาฟังพวกมันไปตลอดชีวิต!

แต่เช้านั้น เขาลุกขึ้นมาแบบทนรำคาญไม่ไหว ตั้งใจจะเอาชนะ คัดเสียงหลอนที่ไม่ใช่ตัวเขาทิ้งไป หรือถ้าให้ดีกว่านั้น คือไม่ต้องเหลือเสียงในหัวให้ต้องรำคาญอีกเลยแม้แต่เสียงเดียว!

ขึ้นต้นเรื่องมาท่านี้ ด้วยความตั้งใจว่าหลังจากดำเนินเรื่องไป เสียงในหัวของตัวละครจะค่อยๆแตกต่าง ในทางที่สงบลงเรื่อยๆ เพื่อสะท้อนข้อ‌เท็จจริงที่ว่า ถ้าปรับคุณภาพจิตให้ดีขึ้นถึงขั้น ‘เปลี่ยนจิต’ ได้ จะรู้สึกถึงเสียงในหัวที่ลดจำนวนความแปลกปลอมลง หรือกระทั่งเสียงในหัวล่องหนหายตัวชั่วคราว ราวปลีกตนไปเสวยสุขในวิมานวิเวก ณ มิติอื่นได้จริง

นั่นเป็นประสบการณ์ตรงของ ‘ชาวพุทธ’ ที่เอาชนะเสียงในหัวของตัวเองได้ และผมอยากถ่ายทอดผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบนวนิยาย

ฟีดแบกจากคนอ่านช่วยให้ผมเชื่ออย่างหนักแน่นขึ้นว่า นวนิยายเป็นเครื่อง‌มือธรรมะได้จริง หากเป็นสื่ออื่นเช่นภาพยนตร์หรือละครวิทยุ แม้ทำได้ใกล้เคียง ก็ต้องอยู่ในรูปของการพากย์บรรยายความรู้สึก ไม่ใช่การแสดง ‘เสียงในหัว’ ออกมาเหมือนเรื่องจริง

เมื่อเชื่อมั่นมากขึ้น ผมก็มองย้อนกลับไปเห็นว่า ตัวละครในทาง‌นฤพานเวอร์ชั่นแรก พาคนอ่านไปเข้าใจ ‘เสียงในหัวแบบพุทธ’ ได้แค่นิดหน่อย ผมอยากพัฒนาเวอร์ชั่นที่ทำได้มากกว่านั้น ซึ่งหมายถึงต้องยอมรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ยกระดับจากนวนิยายโรแมน‌ติกในเวอร์ชั่นเดิม ให้กลายเป็นนวนิยายไซไฟโร‌แมน‌ติกสมจริงในเวอร์ชั่นใหม่ไปแทน

ความเป็นไซไฟ อยู่ตรงที่ใช้ความรู้เรื่องพันธุกรรมมาเป็นตัวตั้งแสดงร่อง‌รอยภพชาติและการเวียนว่ายตายเกิด

ความเป็นโรแมนติก อยู่ตรงความผูกพันระหว่างชายหนึ่งหญิงสอง ที่ข้ามหลายภพ ข้ามหลายชาติ แบบมีโครงสร้างสลับซับซ้อน

อารมณ์สนุกสนานตื่นเต้น ราวกับเข้าไปมีประสบการณ์อยู่ตรงนั้นร่วมกับตัวละครจริงๆ จะเหนี่ยวนำให้คุณอิน และเก็ตเสียงในหัวของตัว‌ละครที่ค่อยๆมีพัฒนาการบนเส้นทางแบบพุทธ เพื่อที่สุดท้าย เมื่อตัว‌ละครพบประสบการณ์ ‘ภาวะสงบจากคลื่นลมในหัว’ อย่างไร คุณจะได้รู้สึกเหมือนเข้าถึงกับเขาและเธออย่างนั้นไปด้วย!


ดังตฤณ

ธันวาคม ๖๘


อยากขอบคุณจากใจ สำหรับการช่วยเหลือของบรรณาธิการทุกท่าน ที่มีส่วนลดข้อผิดพลาดและประเด็นคลาดเคลื่อนทั้งหลาย ทำให้ทางนฤพานได้รับการแก้ไขให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบที่สุด


สรินนา เดชอิทธิรัตน์

ปิยะภรณ์​ ไชยสุข

สมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ

มาลินี ศฤงคารรัตนะ

ทัศรา กุลจิตติสุธีพร

ธนวรรณ คุณาธินันท์


นอกจากนั้น ขอกล่าวว่าความมีมิติสมจริงต่างๆนานา มีหลายส่วนที่ได้มาจากคำบอกเล่า ประสบการณ์ตรง และความเป็นพุทธระดับปฏิบัติภาวนาจริงจากชายหญิงทุกวัยใน ‘กลุ่มพุทธกาล’ จึงต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน โดยถือว่าพวกท่านมีส่วนร่วมช่วยสร้าง ‘ทางนฤพาน’ ขึ้นมาแบบได้อย่างใจผมสมบูรณ์แบบจริงๆครับ!